มีคำบางคำที่เราใช้กันมานาน จนเผลอคิดว่าเจ้าของชื่อเป็นคนคิดมันขึ้นมาเอง
มีคำบางคำที่เราใช้กันมานาน จนเผลอคิดว่าเจ้าของชื่อเป็นคนคิดมันขึ้นมาเอง

มีคำบางคำที่เราใช้กันมานาน จนเผลอคิดว่าเจ้าของชื่อเป็นคนคิดมันขึ้นมาเอง
แต่พอย้อนกลับไปดูจริง ๆ กลับพบว่า…เขาอาจไม่เคยพูดคำนั้นเลยด้วยซ้ำ
“Platonic love” เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจมาก
เวลาเราได้ยินคำนี้ ทุกวันนี้เรามักนึกถึงความรักที่ไม่เน้นเรื่องเพศ หรือความสัมพันธ์ที่รักและผูกพันกันโดยไม่จำเป็นต้องเป็นคู่รัก แล้วเพราะมีคำว่า Platonic อยู่ เราก็เลยเชื่อมมันเข้ากับ Plato แบบอัตโนมัติ
เหมือนมีหนังสือเล่มหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ แล้วหน้าปกเขียนชื่อคนตัวใหญ่ ๆ เราก็เผลอคิดว่าเจ้าของชื่อนั้นต้องเป็นคนเขียน
แต่เรื่องมันไม่ได้ตรงขนาดนั้น
คำว่า “Platonic love” หรือ amor platonicus ไม่ใช่คำที่ Plato บัญญัติขึ้นมาเอง แต่เป็นคำที่เกิดขึ้นภายหลังจากการตีความแนวคิดเรื่องความรักของ Plato โดย Marsilio Ficino นักปรัชญาชาวอิตาลี
พูดง่าย ๆ คือ Plato มีความคิดเรื่องความรักแบบหนึ่ง
คนรุ่นหลังอ่านมัน ตีความมัน แล้วสร้างคำใหม่ขึ้นมาเพื่ออธิบายสิ่งที่ตัวเองเข้าใจ
จากนั้นคำนั้นก็เดินทางต่อ
ผ่านหนังสือ ผ่านนักคิด ผ่านภาษา ผ่านยุคสมัย จนวันหนึ่งชื่อของ Plato กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของศัพท์ที่คนทั้งโลกใช้ ทั้งที่เจ้าตัวไม่ได้เป็นคนตั้งศัพท์นั้นเอง
และนี่ไม่ใช่กรณีเดียว
“Machiavellianism” ก็มีเส้นทางคล้ายกัน
ทุกวันนี้คำนี้ถูกใช้ในทางจิตวิทยา รวมถึงการพูดถึงหนึ่งในสามองค์ประกอบของ Dark Triad จนเราอาจรู้สึกว่าแนวคิดทั้งหมดต้องออกมาจากงานของ Machiavelli โดยตรง
แต่ชื่อของ Machiavelli ถูกคนรุ่นหลังหยิบมาใช้สร้างคำและกรอบความคิดใหม่ขึ้นอีกที
ตรงนี้แหละที่น่าสนใจ
เพราะเราโตมากับการเรียนรู้ว่า “ชื่อ” ทำหน้าที่บอกว่าแนวคิดเป็นของใคร
Newtonian ก็นึกถึง Newton
Freudian ก็นึกถึง Freud
Platonic ก็นึกถึง Plato
Machiavellian ก็นึกถึง Machiavelli
แต่ในโลกของความคิด ชื่อไม่ได้ทำงานเหมือนลายเซ็นใต้ภาพเสมอไป
บางครั้งมันเป็นเพียงป้ายที่คนรุ่นหลังเอาไปติดให้กับสิ่งที่พวกเขาตีความจากคนคนนั้น
และพอป้ายนั้นถูกใช้ซ้ำมากพอ เราก็เริ่มลืมไปว่าระหว่าง “สิ่งที่คนคนหนึ่งเคยคิด” กับ “สิ่งที่คนรุ่นหลังบอกว่าเขาคิด” อาจมีระยะห่างอยู่มากพอสมควร
เรื่องนี้เลยไม่ได้มีอะไรซับซ้อนถึงขั้นต้องไปล้มล้าง Plato หรือแก้แค้นให้ Machiavelli
มันแค่เตือนเราถึงนิสัยอย่างหนึ่งของมนุษย์
เราชอบเอาความคิดเก่ามาตีความใหม่
ตั้งชื่อใหม่
จัดหมวดใหม่
แล้วส่งต่อให้คนรุ่นถัดไป
จนบางครั้งสิ่งที่เหลืออยู่ไม่ใช่ต้นฉบับอีกแล้ว แต่เป็น “ต้นฉบับที่ผ่านสายตาของคนอีกหลายยุค”
เรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดแค่กับนักปรัชญา
มันเกิดกับคนธรรมดาด้วย
เรารู้จักคนบางคนจากสิ่งที่คนอื่นเล่า
รู้จักเหตุการณ์บางอย่างจากบทสรุป
รู้จักหนังสือบางเล่มจากประโยคที่ถูกตัดมา
และบางครั้งรู้จักความคิดของใครสักคน ทั้งที่ไม่เคยอ่านสิ่งที่เขาเขียนจริง ๆ เลย
พอคิดแบบนี้ คำถามที่น่าสนใจอาจไม่ใช่แค่
“ใครเป็นเจ้าของแนวคิดนี้?”
แต่อาจเป็น
“สิ่งที่เราเชื่อว่าเขาคิดนั้น เขาคิดแบบนั้นจริง ๆ หรือเป็นสิ่งที่คนรุ่นหลังคิดแทนเขาไปแล้ว?”
เพราะชื่อหนึ่งชื่อสามารถอยู่ได้นานหลายร้อยปี
แต่ความหมายที่แขวนอยู่กับชื่อนั้น
อาจเปลี่ยนไปทุกยุค
บางทีการเข้าใจความคิดของใครสักคนจริง ๆ จึงไม่ใช่แค่จำชื่อศัพท์ให้ถูก
แต่คือการเดินย้อนกลับไปดูว่า
ก่อนที่โลกจะตั้งชื่อให้เขา
เขาเคยพูดอะไรไว้จริง ๆ