เรื่องที่น่ากลัวที่สุดของการมีแฟน อาจไม่ใช่การโดนทิ้ง
เรื่องที่น่ากลัวที่สุดของการมีแฟน อาจไม่ใช่การโดนทิ้ง

เรื่องที่น่ากลัวที่สุดของการมีแฟน อาจไม่ใช่การโดนทิ้ง
แต่อาจเป็นวันที่เราหันกลับมาแล้วพบว่า ระหว่างที่รักใครคนหนึ่งมาก ๆ เราค่อย ๆ ทำตัวเองหายไปจากชีวิตตัวเองโดยไม่รู้ตัว
จากคนที่เคยกินข้าวคนเดียวได้ ก็เริ่มรู้สึกว่าโต๊ะมันเงียบเกินไปถ้าไม่มีเขา
จากคนที่เคยมีวันหยุดของตัวเอง ก็เริ่มไม่รู้ว่าจะทำอะไร ถ้าวันนั้นเขาไม่ว่าง
โทรศัพท์วางอยู่ข้างตัวตลอดเวลา
อ่านข้อความแล้วรอ
เขาหายไปไม่กี่ชั่วโมง ใจก็เริ่มคิดไปไกล
เขาเหนื่อย เราก็กลัวว่าเขาเบื่อ
เขาอยากอยู่คนเดียว เราก็เผลอคิดว่าเราทำอะไรผิด
จนวันหนึ่ง ความรักที่ควรเป็นสิ่งดี ๆ กลายเป็นเหมือนเครื่องช่วยหายใจ
ถ้าเขายังรัก เราก็รู้สึกว่าตัวเองมีค่า
ถ้าเขาอ่อนโยน เราก็โอเค
ถ้าเขาเงียบ โลกทั้งใบก็เหมือนผิดปกติไปหมด
ตรงนี้แหละที่ความรักเริ่มหนักเกินกว่าคนสองคนจะถือไหว
เพราะไม่มีใครควรต้องรับหน้าที่เป็นทั้งคนรัก ครอบครัว เพื่อน ความสุข ความมั่นใจ ที่พักใจ และคนเยียวยาบาดแผลทั้งหมดในชีวิตของเราเพียงคนเดียว
ไม่ใช่เพราะเขารักเราไม่พอ
แต่เพราะไม่มีมนุษย์คนไหนทำหน้าที่ทั้งหมดนั้นได้ตลอดเวลา
โดยเฉพาะผู้หญิง เราโตมากับเรื่องเล่าจำนวนมากที่ทำให้ความรักดูเหมือนปลายทาง
เหมือนวันหนึ่งจะมีใครสักคนเดินเข้ามา แล้วชีวิตที่เคยยุ่งเหยิงจะเรียบร้อยขึ้น
ความเหงาจะหายไป
แผลเก่าจะดีขึ้น
ความไม่มั่นใจจะเบาลง
เราจะรู้สึกว่าตัวเองถูกเลือก และในที่สุดชีวิตก็คงสมบูรณ์เสียที
แต่ความสัมพันธ์จริงไม่ได้ทำงานแบบนั้น
คนรักอาจกอดเราในวันที่แย่ได้
แต่เขาไม่สามารถย้อนกลับไปแก้อดีตทั้งหมดแทนเรา
เขาอาจบอกว่าเรามีค่าเป็นร้อยครั้ง
แต่ถ้าลึก ๆ เรายังต้องฝากคุณค่าของตัวเองไว้ในมือเขา วันหนึ่งคำพูดของเขาก็จะกลายเป็นสิ่งที่เราขาดไม่ได้
และเมื่อสิ่งที่ “อยากมี” กลายเป็นสิ่งที่ “ขาดไม่ได้”
ความรักก็เริ่มมีความกลัวปนอยู่มากขึ้นเรื่อย ๆ
กลัวเสียเขา
กลัวเขาเปลี่ยนไป
กลัวเขาเบื่อ
กลัวกลับไปอยู่คนเดียว
ทั้งที่บางครั้งสิ่งที่เรากลัวจริง ๆ ไม่ใช่การเสียคนคนหนึ่ง
แต่คือการต้องกลับไปอยู่กับตัวเองอีกครั้ง
เพราะเราไม่ได้อยู่กับตัวเองมานานแล้ว
การอยู่คนเดียวให้ได้จึงไม่ได้แปลว่าต้องเก่ง ต้องแข็งแรง หรือไม่ต้องการใคร
มันแค่หมายถึง เรากินข้าวคนเดียวแล้วไม่รู้สึกว่าชีวิตขาดอะไร
มีวันหยุดที่ไม่มีใครนัด แล้วเรายังรู้ว่าจะพาตัวเองไปไหน
มีเรื่องเสียใจ แล้วรู้ว่าจะประคองใจตัวเองยังไง
มีคนเดินออกไป แล้วถึงจะเสียใจมาก เราก็ยังรู้ว่าโลกของเรายังเหลืออยู่
เราอาจยังร้องไห้
ยังคิดถึง
ยังอยากให้ใครสักคนกอด
แต่ชีวิตไม่ได้ดับลงทันทีเพราะอีกคนไม่อยู่
ความรักที่ดีจึงอาจไม่ใช่การเจอใครสักคนแล้วพูดว่า
“เธอคือโลกทั้งใบของเรา”
แต่อาจเป็นการที่คนสองคนต่างมีโลกของตัวเอง
แล้วเปิดประตูให้กันเข้ามาอยู่ในนั้น
บางวันเดินด้วยกัน
บางวันต่างคนต่างกลับไปดูแลชีวิตของตัวเอง
โดยไม่ต้องกลัวว่าระยะห่างเล็ก ๆ จะหมายถึงหมดรัก
ก่อนจะรักใครมาก ๆ เราอาจต้องกลับมาเป็นคนที่อยู่ข้างตัวเองให้ได้เสียก่อน
ไม่ใช่เพื่อจะไม่ต้องการความรัก
แต่เพื่อวันที่ความรักเข้ามา
เราจะไม่ขอให้อีกคนแบกชีวิตทั้งชีวิตของเราไว้
ความรักควรเป็นบ้านที่เราอยากกลับมา
ไม่ใช่ออกซิเจนที่เราขาดไม่ได้
เพราะคนรักควรมาเติมชีวิต
ไม่ใช่มาเป็นทั้งชีวิต