Sita
นางสีดาเป็นตัวละครเอกฝ่ายหญิงในมหากาพย์เรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเรื่องราวความรัก ความซื่อสัตย์ และโชคชะตาที่ผกผัน
ชาติกำเนิดที่แท้จริง
ตามตำนานในรามเกียรติ์ฉบับไทย นางสีดาเป็นตัวอวตารของพระลักษมี ชายาของพระนารายณ์ (ซึ่งมาอวตารเป็นพระราม) ได้ถือกำเนิดขึ้นเพื่อเป็นคู่บุญบารมี และเป็นส่วนหนึ่งในการปราบทศกัณฐ์ นางไม่ได้เกิดจากนางมณโฑโดยตรง แต่มีตำนานว่านางมาเกิดในครรภ์ของนางมณโฑชั่วคราวตามคำทำนายที่ว่า “หญิงนี้จะทำให้ยักษ์พินาศ” ทศกัณฐ์จึงนำนางใส่ผอบทองไปลอยน้ำ
ผอบทองลอยไปถึงเมืองมิถิลาและถูก ฤๅษีชนก พบเข้าขณะไถนา จึงได้นำไปเลี้ยงดูและตั้งชื่อว่า สีดา ซึ่งหมายถึง “รอยไถ” อันเป็นที่มาของการพบกัน
ชีวิตคู่และการพลัดพราก
เมื่อนางสีดาเติบโตขึ้น ฤๅษีชนกได้จัดการแข่งขัน พิธียกศิวธนู เพื่อหาคู่ครองให้แก่ธิดา โดยมีกติกาว่าใครสามารถยกธนูวิเศษนี้ได้จะยกนางสีดาให้เป็นภรรยา พระราม เป็นผู้เดียวที่สามารถยกธนูได้ จึงได้อภิเษกสมรสกับนางสีดาและครองรักกันอย่างมีความสุขที่กรุงอโยธยา
แต่ชีวิตรักต้องพลัดพรากเมื่อพระรามต้องออกเดินป่า ทศกัณฐ์ ซึ่งหลงใหลในความงามของนางสีดา ได้ทำอุบายลักพาตัวนางไปกักขังไว้ใน สวนขวัญ ที่กรุงลงกา ทำให้เกิดสงครามครั้งใหญ่ตามมา
บทพิสูจน์และความบริสุทธิ์
หลังจากพระรามสามารถสังหารทศกัณฐ์และช่วยนางสีดากลับมาได้ พระรามได้ท้าให้นางลุยไฟเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ต่อหน้าประชาชน นางสีดาเดินลุยไฟโดยไม่ได้รับอันตรายใด ๆ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความซื่อสัตย์และบริสุทธิ์ใจของนางที่มีต่อพระราม
แม้จะผ่านการพิสูจน์ด้วยไฟ แต่ต่อมานางก็ต้องเผชิญกับการถูกชาวบ้านนินทาว่าเป็นหญิงไม่บริสุทธิ์ ทำให้พระรามต้องเนรเทศนางออกจากเมืองอีกครั้ง นางสีดาจึงต้องไปอาศัยอยู่กับฤๅษีและให้กำเนิดโอรสแฝดคือ พระมงกุฎและพระลบ ซึ่งต่อมาได้กลับมาพบกับพระรามและคืนดีกันในที่สุด แต่ในบางตำนานก็กล่าวว่านางสีดาเสียใจกับเรื่องราวที่ต้องเผชิญ จึงตัดสินใจกลับคืนสู่ครรภ์ของ พระแม่ธรณี ในที่สุด
ประวัติของนางสีดาจึงเป็นเรื่องราวที่สะท้อนถึงความรักที่บริสุทธิ์ ความซื่อสัตย์ที่มั่นคง และการเป็นตัวแทนของสตรีที่ต้องเผชิญกับบททดสอบอันยิ่งใหญ่ในชีวิต