Muimeisan COLLECTOR

‘เรามักคิดว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของการเสียใครสักคนไปคือวันที่เขาไม่อยู่แล้ว’

‘เรามักคิดว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของการเสียใครสักคนไป
คือวันที่เขาไม่อยู่แล้ว’

…แต่จริง ๆ อาจมีอีกวันที่น่ากลัวกว่า

คือวันที่เราพบว่า…
เราสามารถอยู่ต่อได้โดยไม่มีเขาจริง ๆ

เมื่อวานเราพูดถึงความตายกับการจากกัน แล้วมีเรื่องหนึ่งที่ฟังดูใจร้ายมาก แต่จริงมากเหมือนกัน

ต่อให้วันนี้เรานึกภาพชีวิตที่ไม่มีใครบางคนไม่ออกเลย วันหนึ่งเราอาจใช้ชีวิตโดยไม่มีเขาได้จริง ๆ

ไม่ใช่เพราะเรารักเขาน้อยลง
ไม่ใช่เพราะเขาไม่สำคัญแล้ว
แต่เพราะมนุษย์มีความสามารถประหลาดอย่างหนึ่ง คือค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะอยู่กับช่องว่างที่เคยคิดว่าอยู่ไม่ได้

คนบางคนไม่ได้เป็นแค่ “คนคนหนึ่ง” ในชีวิตเรา

เขาเคยเป็นกิจวัตร
เป็นชื่อแรกที่เราอยากโทรหาเวลาเกิดเรื่องอะไรขึ้น
เป็นคนที่เราส่งเรื่องไร้สาระให้ดู
เป็นเก้าอี้ข้าง ๆ ตอนกินข้าว
เป็นข้อความก่อนนอน
เป็นบ้าน
เป็นความเคยชิน
หรือเป็นส่วนหนึ่งของภาพอนาคตที่เราเคยวางเอาไว้

เพราะฉะนั้น เวลาเสียใครสักคนไป ไม่ว่าจะจากเป็นหรือจากตาย เราไม่ได้เสียแค่ “คน”

เรายังเสียชีวิตบางแบบที่เคยมีเขาอยู่ในนั้นด้วย

นี่ต่างหากที่ทำให้การจากลายากเหลือเกิน

เราอาจเข้าใจด้วยเหตุผลว่าคนเราเกิดมาก็ต้องจากกัน
เข้าใจว่าความสัมพันธ์บางอย่างมีวันจบ
เข้าใจว่าพ่อแม่แก่ลงทุกวัน
เข้าใจว่าไม่มีใครอยู่กับเราได้ตลอดไป

แต่หัวใจไม่เคยทำงานเป็นข้อสอบปรนัย

วันนี้เราอาจเข้าใจทุกอย่างดี
พรุ่งนี้กลับร้องไห้เพราะเจอแก้วใบเดิม
เพลงเพลงหนึ่ง
รูปเก่า
หรือชื่อของเขาที่ยังอยู่ในโทรศัพท์

บางคืนเราคิดถึงเขา

แต่บางคืนสิ่งที่เราคิดถึงจริง ๆ อาจเป็น “ตัวเราในวันที่ยังมีเขาอยู่”

ตัวเราที่เคยมีคนให้โทรหา
ตัวเราที่เคยมีบ้านอีกหลังหนึ่งในใครสักคน
ตัวเราที่เคยเชื่อว่าอนาคตจะมีคนคนนี้เดินอยู่ข้าง ๆ

ความสูญเสียเลยไม่ได้ถามแค่ว่า
“เราจะอยู่โดยไม่มีเขาได้ไหม”

มันยังถามเราด้วยว่า
“ถ้าชีวิตแบบเดิมไม่มีอีกแล้ว เราจะเป็นใครต่อจากนี้”

คำตอบของคำถามนี้ไม่ได้มาเร็ว

ช่วงแรกชีวิตอาจเต็มไปด้วยวันที่ไม่อยากลุกจากเตียง วันที่น้ำตาไหลง่ายกว่าปกติ วันที่อยู่ดี ๆ ก็คิดถึงความตายของตัวเองขึ้นมา วันที่เห็นคนอื่นใช้ชีวิตปกติแล้วแอบสงสัยว่า ทำไมโลกยังเดินต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แต่ทีละนิด โดยที่เราแทบไม่รู้ตัว เราจะเริ่มทำบางอย่างได้โดยไม่มีเขา

กินข้าวคนเดียวได้
กลับบ้านแล้วรับมือกับความเงียบได้
มีเรื่องตลกแล้วหัวเราะออกมาโดยไม่รู้สึกผิด
ไปในที่ที่เคยไปด้วยกันแล้วไม่ได้ร้องไห้ทุกครั้ง

แล้ววันหนึ่ง เราอาจพูดถึงชื่อเขาได้ พร้อมรอยยิ้มมากกว่าน้ำตา

ไม่ใช่เพราะเราลืม

แต่เพราะหัวใจเริ่มจัดที่ให้ความทรงจำนั้นใหม่

จากสิ่งที่เคยอยู่ตรงหน้า
กลายเป็นสิ่งที่อยู่ข้างใน

เราอาจไม่เคย “หาย” จากการเสียใครบางคนแบบที่แผลหายแล้วไม่เหลืออะไรเลย

บางคนจะอยู่กับเราไปอีกนานมาก
ในนิสัยบางอย่าง
ในเพลงบางเพลง
ในอาหารจานหนึ่ง
ในประโยคที่เขาเคยพูด
ในวิธีที่เราใช้ชีวิตต่อจากวันที่ไม่มีเขาแล้ว

และตรงนี้อาจเป็นสิ่งที่เราเข้าใจผิดมาตลอด

การอยู่ได้โดยไม่มีใครบางคน ไม่ได้แปลว่าเขาไม่สำคัญ

มันแปลว่าเขาเคยสำคัญมากพอ
จนแม้วันนี้เขาจะไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว
บางส่วนของเขายังเดินต่อไปพร้อมกับเรา

วันหนึ่งเราอาจกลับมาหัวเราะได้จริง ๆ
ทั้งที่คนที่เราเคยคิดว่าขาดไม่ได้ ไม่ได้อยู่ข้างเราแล้ว

ไม่ใช่เพราะเราลืมเขา

แต่เพราะเราเรียนรู้แล้วว่า
ความรักบางอย่างไม่จำเป็นต้องมีใครอยู่ตรงหน้า
ถึงจะยังอยู่กับเราได้

บางทีสิ่งที่เรากลัวที่สุดในความรัก ไม่ใช่การที่เขาจะหมดรัก

บางทีสิ่งที่เรากลัวที่สุดในความรัก ไม่ใช่การที่เขาจะหมดรัก

แต่คือวันที่เขารู้จักเรามากพอ

แล้วพบว่า ตัวจริงของเราไม่ได้ดีอย่างที่เขาเคยคิด

มีหลายคืนที่เรานั่งมองช่องแชต พิมพ์อะไรบางอย่างยาวมาก แล้วก็กดลบทิ้ง

ไม่ใช่เพราะไม่มีอะไรจะพูด

แต่เพราะมีมากเกินไป

เราอยากบอกว่าเรากลัวอะไร

เคยพังตรงไหน

เคยทำเรื่องอะไรที่ไม่ภูมิใจ

มีนิสัยบางอย่างที่รู้ว่ามันไม่น่ารัก

มีความคิดบางอย่างที่แม้แต่ตัวเราเองยังไม่ค่อยอยากยอมรับว่ามันอยู่ตรงนั้น

แต่สุดท้ายก็เลือกส่งแค่

“ไม่มีอะไร”

เพราะการให้ใครสักคนเห็นเราทั้งหมด เป็นเรื่องน่ากลัวมาก

ตราบใดที่อีกฝ่ายยังเห็นแค่ด้านที่เราจัดวางไว้ให้เห็น เรายังพอเชื่อได้ว่าเขารักเรา

แต่ถ้าวันหนึ่งเขาได้เปิดประตูเข้าไปในห้องที่เราไม่เคยให้ใครเข้า

เห็นความยุ่งเหยิงทั้งหมด

เห็นด้านขี้ขลาด เห็นความเห็นแก่ตัว เห็นบาดแผล เห็นสิ่งที่เราพยายามซ่อนมาหลายปี

แล้วเขาเงียบไปล่ะ

ความกลัวจริง ๆ อาจไม่ใช่การถูกเกลียด

แต่คือการเห็นสีหน้าของคนที่เรารักเปลี่ยนไป หลังจากเขารู้จักเรามากขึ้น

มีประโยคหนึ่งพูดถึงความรักว่า สิ่งที่ลึกซึ้งมากอาจเป็นการมีใครสักคนได้เห็นส่วนที่แม้แต่ตัวเราเองยังยอมรับได้ยาก แล้วพบว่าเขายังอยู่ตรงนั้น

ส่วนอีกประโยคกลับพูดในมุมตรงข้ามว่า ความกลัวที่ลึกที่สุดอาจเป็นวันที่ใครบางคนได้เห็นทุกอย่างที่เราซ่อนไว้ แล้วตัดสินใจเงียบ ๆ ว่า ชีวิตของเขาคงมีความสุขกว่านี้ ถ้าไม่เคยรู้จักตัวจริงของเราเลย

สองประโยคนี้เหมือนอยู่คนละฝั่ง

แต่จริง ๆ แล้วมันกำลังพูดถึงเรื่องเดียวกัน

เราอยากถูกรัก

แต่เราไม่แน่ใจว่า ถ้าอีกฝ่ายรู้จักเราจริง ๆ แล้ว เรายังเป็นคนที่สมควรถูกรักอยู่หรือเปล่า

งานของ Dostoevsky มักพาเราไปมองมนุษย์ในพื้นที่ที่ไม่สะอาดนัก เขาไม่ได้สนใจเฉพาะมนุษย์ตอนเป็นคนดี แต่สนใจมนุษย์ตอนผิดพลาด อ่อนแอ สับสน และเต็มไปด้วยความขัดแย้งด้วย

มันเลยมีความคิดหนึ่งที่น่าสนใจมาก

บางทีความรักไม่ได้เริ่มจากการมองว่าอีกคนไม่มีข้อบกพร่อง

แต่อาจเริ่มในวันที่ข้อบกพร่องปรากฏขึ้นแล้ว เราไม่รีบลดเขาเหลือเพียงความผิดพลาดครั้งนั้น

ขณะที่โลกของ Kafka กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกอีกแบบ

ความอยากเข้าใกล้ใครสักคน

พร้อมกับความกลัวว่า ถ้าเข้าใกล้มากเกินไป เขาจะเห็นสิ่งที่เราไม่อยากให้เห็น

อยากอธิบายตัวเอง แต่ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร

อยากให้เข้าใจ แต่ก็กลัวผลของการถูกเข้าใจอย่างหมดเปลือก

มันเป็นความขัดแย้งที่คนธรรมดามาก ๆ ก็รู้จักดี

เราต้องการคนที่รู้จักเราจริง ๆ

แต่ขณะเดียวกัน เราก็ใช้เวลาครึ่งชีวิตพยายามซ่อนบางส่วนของตัวเองจากคนอื่น

เราแต่งตัวก่อนออกจากบ้าน

เลือกภาพก่อนโพสต์

คิดคำก่อนตอบ

เก็บอารมณ์บางอย่างไว้

เล่าเรื่องบางเรื่องแค่ครึ่งเดียว

ไม่ใช่เพราะเราโกหกตลอดเวลา

บางครั้งเราแค่กำลังพยายามทำให้ตัวเอง “น่ารักพอที่จะไม่ถูกทิ้ง”

และบางที นี่ต่างหากที่ทำให้ความรักเหนื่อย

ไม่ใช่เพราะต้องรักใครสักคนมากเกินไป

แต่เพราะต้องคอยแสดงเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่คิดว่าอีกฝ่ายจะยังรักอยู่

ความรักที่ดีจึงอาจไม่ได้หมายถึงการที่ใครสักคนสัญญาว่า “ฉันจะไม่มีวันไปไหน”

เพราะไม่มีใครรับประกันอนาคตได้จริง

แต่มันอาจหมายถึงช่วงเวลาหนึ่งที่เราไม่ต้องคอยซ่อนทุกอย่าง

ไม่ต้องรีบเก็บเศษตัวเองทุกครั้งที่มันหล่นออกมา

ไม่ต้องกลัวว่าความผิดพลาดหนึ่งครั้งจะลบคุณค่าทั้งหมดของเรา

และอีกฝ่ายก็เช่นกัน

เราไม่ได้รักเขาเพราะเขาสะอาดหมดจด

เขาก็ไม่ได้รักเราเพราะเราไม่มีรอยร้าว

เราแค่ค่อย ๆ รู้จักกันมากขึ้น

เห็นสิ่งที่สวย และสิ่งที่ไม่น่ารัก

แล้ววันหนึ่งอาจพบว่า สิ่งที่ทำให้เราผูกพันกันจริง ๆ ไม่ใช่ภาพที่ดีที่สุดของกันและกัน

แต่คือการได้เห็นภาพที่ไม่ดีที่สุดด้วย

แล้วไม่ต้องรีบหันหน้าหนี

บางทีสิ่งที่เราตามหามาตลอด ไม่ใช่คนที่จะรักเราเพราะเราดีพอ

แต่คือพื้นที่ที่เราไม่ต้องดีตลอดเวลา

เพื่อให้ยังสมควรถูกรัก

เพราะการถูกมองเห็นเป็นเรื่องน่ากลัว

แต่การถูกมองเห็นจริง ๆ

แล้วพบว่าอีกคนยังนั่งอยู่ตรงนั้น

อาจเป็นหนึ่งในความรู้สึกที่ใกล้เคียงกับคำว่า “บ้าน” ที่สุดแล้ว

และบางที “บ้าน”

ก็คือคนที่เห็นเราทั้งหมด

แล้วยังเลือกอยู่