เรียนไปแล้วจะกินอะไร
เรียนไปแล้วจะกินอะไร

ตอนเย็นวันหนึ่ง เราไปเจอโพสต์หนึ่งใน Threads แล้วอ่านจบก็รู้สึกว่ามันน่าสนใจกว่าประโยคให้กำลังใจตัวเองธรรมดาๆ ที่เจอกันดาษดื่น
เจ้าของโพสต์เล่าว่าตัวเองเคยเป็นเด็กศิลป์ ชอบศิลปะมาก แต่สุดท้ายก็กลัวคำที่เด็กวาดรูปแทบทุกยุคเคยได้ยิน
“เรียนไปแล้วจะกินอะไร”
“เป็นศิลปินเดี๋ยวก็ไส้แห้ง”
“วาดรูปมันจะเลี้ยงตัวเองได้เหรอ”
สามประโยคนี้ทำลายความฝันเด็กได้มีประสิทธิภาพยิ่งกว่ายางลบ 4B
ไม่ได้แปลว่าผู้ใหญ่สมัยก่อนใจร้ายเสมอไป เพราะย้อนกลับไปหลายสิบปี ความกลัวนี้มีเหตุผลทางเศรษฐกิจอยู่จริง คนทำงานศิลปะสมัยนั้นต้องผ่านคนกลางค่อนข้างเยอะ อยากเป็นนักวาดก็ต้องหาสำนักพิมพ์ อยากขายงานก็ต้องหาลูกค้า อยากจัดนิทรรศการก็ต้องมีพื้นที่ อยากให้คนเห็นผลงานก็ต้องผ่านสื่อบางอย่างเสมอ ต่อให้วาดรูปเทพจนเหมือนมีเทพเจ้าแห่งพู่กันเข้าสิง ถ้าไม่มีใครเห็น งานก็ยังนอนอยู่ในแฟ้มเหมือนเดิม
แต่อินเทอร์เน็ตค่อยๆ เปลี่ยนโครงสร้างนี้ไปทีละนิด
วันนี้นักวาดคนหนึ่งสร้างงานที่บ้าน โพสต์ลงโซเชียล สร้างฐานคนติดตาม รับวาดภาพตามสั่ง ขายไฟล์ดิจิทัล ขายภาพพิมพ์ ทำสินค้า ขายลิขสิทธิ์ตัวละคร หรือเปิดช่องทางให้คนที่ชอบผลงานสนับสนุนโดยตรงก็ได้ ทั้งหมดนี้ทำให้คนคนหนึ่งเปลี่ยนฝีมือ ความคิด และฐานผู้ติดตามของตัวเองให้กลายเป็นรายได้ได้ โดยไม่ต้องรอให้องค์กรใหญ่เลือกเราก่อนเหมือนในอดีต
แต่มันไม่ได้แปลว่าศิลปินทุกคนจะรวย
อันนี้สำคัญมาก
เพราะเวลาเปิดโซเชียล เรามักเห็นคนที่ประสบความสำเร็จมากกว่าคนที่กำลังขายไม่ได้ เราเห็นนักวาดขายรูปหลักหมื่น แต่ไม่เห็นนักวาดอีกเป็นพันคนที่โพสต์รูปแล้วเงียบกริบจนเสียงจิ้งหรีดในสวนข้างบ้านยังดูคึกคักกว่า สมองเราจึงเผลอลืมคนจำนวนมหาศาลที่พยายามเหมือนกันแต่ยังไปไม่ถึงตรงนั้นไปโดยไม่รู้ตัว
การเห็นใครบางคนมีรายได้หลักแสนต่อเดือนจากงานศิลปะ จึงไม่ได้แปลว่าวาดรูปเท่ากับเงินแสน
แต่มันพิสูจน์บางอย่างที่สำคัญกว่านั้น คือเส้นทางนี้มีอยู่จริง
และความแตกต่างระหว่าง “ทุกคนทำแล้วจะสำเร็จ” กับ “มันเป็นอาชีพที่สามารถสร้างความสำเร็จได้” นั้นใหญ่มาก ประโยคแรกคือคำโฆษณา ประโยคหลังคือความเป็นไปได้ในโลกจริง
สิ่งที่เราชอบที่สุดในโพสต์นี้จึงไม่ใช่ตัวเลข ไม่ใช่ราคา 500 บาทหรือ 30,000 บาท และไม่ใช่รายได้ของใครทั้งนั้น
แต่เป็นประโยคที่ว่า คนคนหนึ่งซึ่งเคยทิ้งความฝันไปแล้ว เริ่มคิดว่าอยากกลับมาหาลายเส้นของตัวเองอีกครั้งตอนอายุ 30
เพราะนี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับคนจำนวนมาก ตอนเด็กเรามักถามว่าอยากเป็นอะไร แต่พอโตขึ้น คำถามค่อยๆ เปลี่ยนเป็นอะไรมั่นคง อะไรได้เงิน อะไรที่คนอื่นไม่ด่า อะไรที่พ่อแม่สบายใจ อะไรที่ทำแล้วไม่ดูเหมือนกำลังทำลายอนาคตตัวเอง
ความฝันเลยไม่ได้หายไปไหน บางครั้งมันแค่ถูกเก็บเข้าลิ้นชัก เพราะตอนนั้นชีวิตยังไม่มีทรัพยากรพอที่จะเสี่ยงกับมัน
การที่เราเคยเลิกทำสิ่งหนึ่งไม่ได้แปลว่าเราเป็นคนล้มเหลว บางทีเราแค่ตัดสินใจด้วยข้อมูล เงิน เวลา และเงื่อนไขชีวิตที่มีอยู่ในตอนนั้น ตอนอายุ 18 เราอาจเลือกงานมั่นคงเพราะต้องมีรายได้ ตอนอายุ 25 เราอาจยังไม่มีเวลา แต่พออายุ 30 เงื่อนไขชีวิตเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน ตลาดเปลี่ยน ช่องทางขายเปลี่ยน และตัวเราเองก็เปลี่ยนไปด้วย
การหยิบความฝันเดิมกลับมาพิจารณาใหม่จึงไม่ใช่การย้อนกลับ บางทีมันคือการกลับไปหาเรื่องเดิมด้วยตัวละครที่เลเวลสูงกว่าเดิมต่างหาก เหมือนเกมที่ตอนเด็กเราเดินเข้าดันเจียนแล้วโดนมอนสเตอร์ตบกลับหมู่บ้าน สิบปีต่อมาเรากลับไปใหม่ คราวนี้มีประสบการณ์มากกว่าเดิม มีอินเทอร์เน็ต มีช่องทางขายงาน มีเครื่องมือใหม่ๆ และที่สำคัญคือรู้แล้วว่าชีวิตจริงไม่มีจุดเซฟ
เราจึงเล่นรอบนี้ฉลาดกว่าเดิมได้
แต่มีอีกเรื่องหนึ่งที่อยากฝากไว้ อย่าเริ่มวาดรูปเพื่อหาลายเส้นตัวเองจนกดดันตัวเองเกินไป ลายเส้นไม่ได้เกิดจากการนั่งจ้องกระดาษแล้วถามว่าตัวตนของตัวเองอยู่ตรงไหน มันเกิดจากการวาดเยอะๆ ดูงานเยอะๆ ทดลอง ศึกษาวิธีคิดของคนอื่น ผสมสิ่งที่ชอบ ทิ้งสิ่งที่ไม่ใช่ แล้วทำซ้ำไปเรื่อยๆ สไตล์เป็นผลพลอยได้จากการฝึก ไม่ใช่สิ่งที่ต้องออกตามหาให้ครบเหมือนตามหาดราก้อนบอล เราสร้างมันขึ้นมาทีละรูปต่างหาก
และวัย 30 ก็ไม่ได้สายอะไรเลย วัย 40 ก็ไม่สาย วัย 50 ก็ไม่สาย เพราะการแข่งขันที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ว่าเด็กอายุ 20 ขายภาพได้เท่าไร หรือเพื่อนรุ่นเดียวกันมีผู้ติดตามกี่แสนคน แต่คือวันนี้เราทำสิ่งที่อยากทำได้มากกว่าเมื่อวานนิดหนึ่งหรือยัง
บางคนค้นพบสิ่งที่รักตอน 15 บางคนตอน 30 บางคนใช้เวลาครึ่งชีวิตกว่าจะกล้ายอมรับว่างานที่ตัวเองทำมาตลอดอาจไม่ใช่ชีวิตที่ต้องการ
ชีวิตไม่ใช่การแข่งวิ่ง 100 เมตรที่ทุกคนต้องออกตัวพร้อมกัน มันเหมือนเกมโลกเปิดมากกว่า บางคนไปตีบอส บางคนสร้างบ้าน บางคนเก็บสมุนไพร บางคนเดินวนอยู่หมู่บ้านแรกสามชั่วโมงเพราะแต่งหน้าตัวละครยังไม่เสร็จ ไม่มีใครผิดสักคน
ดังนั้นถ้าความฝันบางอย่างที่เคยวางทิ้งไว้กำลังกลับมาเคาะประตูอีกครั้ง อย่าเพิ่งถามว่ามันจะทำเงินได้เดือนละแสนไหม
ลองถามคำถามที่เล็กกว่านั้นก่อน
คืนนี้กลับไปทำมันสักหนึ่งชั่วโมงได้ไหม
ไม่จำเป็นต้องลาออกจากงาน ไม่จำเป็นต้องเดิมพันชีวิต ไม่จำเป็นต้องประกาศกับโลกว่ากูจะเป็นศิลปิน แค่หยิบดินสอขึ้นมาก่อนก็พอ ความฝันที่เคยหยุดไปสิบปี ไม่จำเป็นต้องชดเชยสิบปีนั้นภายในสิบวัน
ค่อยๆ ทำ ค่อยๆ เก่ง ค่อยๆ หาตลาด ค่อยๆ หาวิธีทำให้สิ่งที่รักอยู่ร่วมกับชีวิตจริงได้
เพราะบางครั้งโอกาสครั้งที่สองไม่ได้เดินมาหาเราในรูปของปาฏิหาริย์ มันมาในรูปของเย็นวันธรรมดาวันหนึ่ง ที่เราเปิด Threads ไปเจอโพสต์ของคนแปลกหน้า แล้วจู่ๆ ก็คิดขึ้นมาว่า
เออวะ…หรือเราจะลองอีกครั้ง
