ถ้างานสองชิ้นสวยพอ ๆ กันแต่ชิ้นหนึ่งมาจากศิลปินหน้าตาดี เป็นที่รู้จัก และพูดเก่งเรายังเลือกซื้อ “งาน” อย่างเดียวจริงไหม?
ถ้างานสองชิ้นสวยพอ ๆ กันแต่ชิ้นหนึ่งมาจากศิลปินหน้าตาดี เป็นที่รู้จัก และพูดเก่งเรายังเลือกซื้อ “งาน” อย่างเดียวจริงไหม?

ถ้างานสองชิ้นสวยพอ ๆ กัน
แต่ชิ้นหนึ่งมาจากศิลปินหน้าตาดี เป็นที่รู้จัก และพูดเก่ง
เรายังเลือกซื้อ “งาน” อย่างเดียวจริงไหม?
คำถามนี้อาจฟังดูตื้น
แต่คนทำงานศิลปะจำนวนไม่น้อยเคยคิดถึงมัน ในคืนที่เปิดโทรศัพท์แล้วเห็นงานของตัวเองเงียบสนิท ขณะที่อีกคนโพสต์รูปคู่กับผลงานเพียงไม่กี่นาที ก็มีทั้งยอดไลก์ คำชม และข้อความถามราคา
เราอาจเผลอซูมดูหน้าเขา
แล้วกลับมามองตัวเองในกล้องหน้า
ก่อนจะเกิดคำถามเล็ก ๆ ที่ไม่ค่อยกล้าพูดออกมา
“ถ้าเราดูดีกว่านี้ งานจะขายง่ายขึ้นไหม?”
ถ้าตอบว่า “ไม่เกี่ยวเลย” ก็คงไม่จริงทั้งหมด
หน้าตาที่ตรงกับความนิยม บุคลิกที่น่ามอง วิธีพูดที่ชวนฟัง หรือภาพลักษณ์ที่คนจำได้ ล้วนช่วยให้ใครสักคนหยุดเลื่อนหน้าจอได้นานขึ้น ในโลกที่ทุกอย่างแย่งกันถูกมอง การสะดุดตาก่อนย่อมมีโอกาสมากกว่า
แต่ถ้าตอบว่า “ใช่ ศิลปินขายได้เพราะหน้าตา” ก็อาจง่ายเกินไปเหมือนกัน
เพราะการทำให้คนหยุดมอง กับการทำให้คนยอมวางงานชิ้นหนึ่งไว้ในบ้าน เป็นคนละเรื่องกัน
ใบหน้าอาจพาคนมาถึงหน้าประตู
แต่ไม่ใช่ทุกใบหน้าจะทำให้เขาอยากเดินเข้ามา
คนซื้อบางคนไม่ได้ซื้อเพียงสีบนผืนงาน เขาซื้อความรู้สึกที่มีต่องาน ซื้อเรื่องราวที่เชื่อมกับชีวิตตัวเอง ซื้อความไว้ใจในตัวศิลปิน หรือซื้อความหมายบางอย่างที่อธิบายให้คนอื่นฟังไม่ได้
ตรงนี้เองที่คำว่า “ขายเพราะหน้าตา” อาจซ่อนอะไรไว้มากกว่าที่เห็น
บางทีสิ่งที่เรากำลังเรียกว่าหน้าตา อาจเป็น “การทำให้คนรู้สึกว่าได้รู้จักใครสักคน”
คนที่กล้าให้เห็นตัวตน มักถูกจดจำง่ายกว่า
คนที่เล่าเรื่องของงานได้ มักทำให้ผลงานมีที่ยืนในความทรงจำ
ส่วนคนที่เก็บตัวตนทุกอย่างไว้หลังภาพ อาจไม่ได้มีงานที่ด้อยกว่า แค่คนดูยังไม่มีสะพานให้เดินเข้าไปถึง
ความจริงนี้อาจไม่ยุติธรรมนัก เพราะไม่ใช่ทุกคนจะสบายใจหน้ากล้อง ไม่ใช่ทุกคนพูดเก่ง และไม่ใช่ทุกคนเกิดมาพร้อมรูปลักษณ์ที่โลกออนไลน์พร้อมจะให้ความสนใจ
แต่ความไม่ยุติธรรมอีกแบบ คือการบอกศิลปินคนนั้นว่า งานขายไม่ได้เพราะเขา “ไม่ดูดีพอ”
เราอาจกำลังเอาความเงียบของตลาด ไปตัดสินคุณค่าของทั้งหน้าตาและผลงานพร้อมกัน ทั้งที่บางครั้งปัญหาไม่ใช่ว่าเราไม่มีอะไรดีพอ แต่อาจเป็นเพราะสิ่งที่เรามียังเดินทางไปไม่ถึงคนที่มองเห็นมัน
ศิลปินไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นคนที่โลกชอบมอง
แต่อาจต้องค้นพบว่า นอกจากใบหน้าแล้ว เราจะเปิดประตูให้คนรู้จักเราได้ทางไหนอีก
ผ่านเรื่องที่เราอยากพูด
ผ่านความสม่ำเสมอ
ผ่านน้ำเสียงที่จริงใจ
หรือผ่านงานที่ทำให้ใครบางคนหยุดเงียบอยู่ตรงนั้นนานกว่าปกติ
หน้าตาอาจทำให้คนมองเร็วขึ้น
แต่ความหมายต่างหากที่ทำให้บางคนยังไม่ละสายตา
และศิลปินที่ยังขายงานไม่ได้ในวันนี้
อาจไม่ได้ขาดคุณค่า
เขาอาจแค่ยังไม่พบประตูบานที่เป็นของตัวเอง
