เด็กกรี๊ดในที่สาธารณะ บางทีคนที่ควรถูกมองก่อนอาจไม่ใช่เด็ก
เวลาเจอเด็กกรี๊ด ร้อง หรือโวยวายไม่หยุดในห้าง หลายคนหงุดหงิดจนเผลอเรียกเด็กว่า “เด็กเปรต” ไปก่อน
แต่ถ้ามองอีกมุม เด็กเล็กยังอยู่ระหว่างเรียนรู้เรื่องการควบคุมอารมณ์ ความอดทน และกติกาของการอยู่ร่วมกับคนอื่น เขาไม่ได้เกิดมาพร้อมความเข้าใจว่า ที่ไหนควรใช้เสียงแค่ไหน หรือเวลาผิดหวังควรจัดการตัวเองอย่างไร
คำว่า กาลเทศะเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้
และการเรียนรู้นั้นไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ
เด็กอาจร้องเพราะอยากได้ของ
หงุดหงิดเพราะถูกขัดใจ
เหนื่อย ง่วง หิว หรือแค่ยังไม่รู้ว่าจะสื่อความรู้สึกนั้นออกมาแบบอื่นอย่างไร
ตรงนี้ต่างหากที่ผู้ใหญ่มีบทบาท
ไม่ใช่ต้องตะคอกให้เด็กเงียบทันที ไม่ใช่ต้องลงโทษแรง ๆ ต่อหน้าคนทั้งห้าง แต่คือการค่อย ๆ ทำให้เด็กรู้ว่า
“หนูไม่พอใจได้ แต่เรามีวิธีแสดงความไม่พอใจโดยไม่รบกวนคนอื่นได้”
วันนี้อาจยังทำไม่ได้
ครั้งหน้าอาจยังพลาด
แต่เด็กยังมีเวลาเรียนรู้อีกมาก
สิ่งที่น่าคิดกว่าจึงไม่ใช่แค่
“ทำไมเด็กคนนี้เสียงดังจัง”
แต่อาจเป็น
“มีใครกำลังสอนเขาอยู่หรือเปล่า?”
เพราะถ้าทุกครั้งที่เด็กทำอะไรไม่เหมาะสม ผู้ใหญ่เพียงปล่อยผ่าน หัวเราะตามใจ หรือโยนมือถือให้เพื่อให้เงียบ โดยไม่เคยช่วยให้เขาเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นเลย
สิ่งที่เด็กเสียไปไม่ใช่แค่โอกาสที่จะเงียบในห้างครั้งนั้น
แต่คือ โอกาสในการเรียนรู้วิธีอยู่ร่วมกับคนอื่น
เด็กยังไม่รู้ ไม่ใช่เรื่องแปลก
แต่ผู้ใหญ่ที่รู้อยู่แล้ว มีหน้าที่ช่วยให้เขาค่อย ๆ รู้
ดังนั้นเวลาเจอเด็กกรี๊ดในที่สาธารณะ อาจยังไม่ต้องรีบตัดสินว่าเด็กคนนั้น “นิสัยเสีย”
ลองมองอีกนิดว่า
เด็กกำลังมีพฤติกรรมที่ต้องเรียนรู้
และผู้ใหญ่รอบตัวเขากำลังใช้โอกาสนั้นสอนอะไรอยู่
เพราะกาลเทศะไม่ได้ติดตัวมาตั้งแต่เกิด
มันถูกสอน
ถูกเห็นเป็นตัวอย่าง
แล้วค่อย ๆ ถูกฝึกจนกลายเป็นนิสัย

