เมื่อก่อน เราอินกับภาพถ่ายมาก
เพราะภาพถ่ายเก็บสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าได้ดีมาก
มันบอกได้ว่า วันนั้นเราอยู่ที่ไหน
กำลังทำอะไร
อยู่กับใคร
แสงในวันนั้นเป็นแบบไหน
เรายิ้มอยู่หรือเปล่า
มันเหมือนหลักฐานชิ้นเล็ก ๆ ว่า
“เรื่องนี้เคยเกิดขึ้นจริงนะ”
แต่พอโตขึ้น เรากลับเริ่มอินกับตัวอักษรมากกว่าเดิม
เพราะบางเรื่อง ต่อให้มีรูปถ่ายอยู่ครบ
รูปก็ยังบอกไม่ได้ทั้งหมดว่า ตอนนั้นเรารู้สึกอะไร
ภาพหนึ่งอาจถ่ายเราในวันที่กำลังยิ้ม
แต่ไม่ได้บอกว่า ก่อนหน้านั้นเราเพิ่งร้องไห้มา
ภาพหนึ่งอาจเป็นสถานที่ธรรมดา ๆ
แต่ไม่ได้บอกว่า ที่ตรงนั้นเคยสำคัญกับเรามากแค่ไหน
ภาพหนึ่งอาจมีคนสองคนยืนอยู่ข้างกัน
แต่ไม่ได้บอกว่า ระหว่างคนสองคนนั้นเคยมีบทสนทนาอะไร
เคยรักกันแบบไหน
หรือวันนั้นเรากำลังพยายามจำอะไรเอาไว้เป็นครั้งสุดท้าย
ภาพถ่ายเก่งเรื่องการเก็บ สิ่งที่มองเห็น
แต่ตัวอักษรเก่งเรื่องการเก็บ สิ่งที่มองไม่เห็น
มันเก็บน้ำหนักของความรู้สึก
เก็บความหมาย
เก็บสิ่งที่เราไม่ได้พูดออกมา
เก็บเหตุผลว่าทำไมเรื่องธรรมดาเรื่องหนึ่งถึงยังอยู่ในใจเราหลายปี
บางครั้งเรามองรูปเก่าแล้วจำได้ว่า
“วันนั้นเราไปที่นี่”
แต่พออ่านข้อความเก่า เรากลับจำได้ว่า
“อ๋อ วันนั้นเราเป็นคนแบบนี้นี่เอง”
ภาพถ่ายอาจจำกัดสิ่งที่เราเห็นไว้ภายในกรอบของภาพ
แต่ตัวอักษรไม่มีกรอบแบบนั้น
คนอ่านไม่จำเป็นต้องเห็นสถานที่เดียวกับเรา
เขาก็ยังสามารถสร้างสถานที่นั้นขึ้นมาในหัวของตัวเองได้
ไม่จำเป็นต้องได้ยินเสียงเดียวกับเรา
เขาก็อาจสัมผัสบรรยากาศนั้นผ่านจังหวะของประโยค
และบางครั้ง คนที่ไม่เคยอยู่ในเหตุการณ์นั้นเลย
กลับเข้าใจความรู้สึกของเราได้อย่างประหลาด
เพียงเพราะเราเขียนมันออกมาดีพอ
เราเลยคิดว่า ภาพถ่ายกับตัวอักษรไม่ได้แทนกันเสียทีเดียว
ภาพถ่ายอาจเก็บว่า
เราเคยอยู่ตรงไหน
แต่ตัวอักษรเก็บว่า
ตอนที่อยู่ตรงนั้น เราเป็นใคร
และบางที เมื่อเวลาผ่านไป
สิ่งที่เราอยากจำที่สุด อาจไม่ใช่หน้าตาของสถานที่ในวันนั้น
แต่อาจเป็นความหมายที่วันนั้นเคยมีต่อเรา

