เราชอบวิธีแก้แค้นแบบหนึ่งมาก
ไม่ต้องด่า
ไม่ต้องประจาน
ไม่ต้องตามไปเอาคืน
ไม่ต้องเสียเวลาพิสูจน์ว่าใครผิดใครถูกกับคนที่ตั้งใจจะมองเราแย่อยู่แล้ว
แต่คือ
รีบพัฒนาตัวเอง แล้วเดินนำไปให้ไกลที่สุด
ไกลจนวันหนึ่ง เราไปยืนอยู่ในจุดที่คนที่เคยดูถูก เคยกดเรา เคยคิดว่าเราไม่มีทางไปไหนได้ ต้องเงยหน้ามอง
ไม่ใช่เพราะเราไปยืนตรงนั้นเพื่อเยาะเย้ยเขา
แต่เพราะระหว่างที่เขายังใช้พลังงานไปกับการเปรียบเทียบ นินทา หรือหวังว่าเราจะล้ม เราเอาพลังงานทั้งหมดกลับมาสร้างชีวิตของตัวเอง
มันเป็นการแก้แค้นที่ไม่ต้องแตะตัวอีกฝ่ายเลย
เพราะผลลัพธ์จะพูดแทนเราเอง
วันหนึ่งเขาอาจนั่งคิดว่า
“เมื่อก่อนเราก็อยู่จุดเดียวกันนี่”
“ทำไมวันนี้เขาไปได้ไกลขนาดนั้นแล้ว?”
“ทำไมเขามีสิ่งที่เราเคยคิดว่าเขาไม่มีวันทำได้?”
คำถามพวกนั้นจะเกิดขึ้นเอง โดยที่เราไม่จำเป็นต้องกลับไปตอบอะไรเลย
แต่เราว่าจุดที่สำคัญกว่านั้นคือ—
อย่าพัฒนาตัวเองเพียงเพื่อให้ใครสักคนเจ็บ
ใช้ความแค้นเป็นเชื้อเพลิงเริ่มต้นได้
แต่ไม่ควรให้มันเป็นพวงมาลัย
เพราะถ้าทุกความสำเร็จของเรายังต้องหันกลับไปดูว่า “เขาเห็นหรือยัง”
แปลว่าในทางหนึ่ง เขายังควบคุมชีวิตเราอยู่
เราอาจไปไกลขึ้นจริง
แต่ใจเรายังยืนอยู่ที่เดิม
การเอาคืนที่สมบูรณ์ที่สุดจึงอาจไม่ใช่วันที่เขาอิจฉาเรา
แต่คือวันที่เรามีชีวิตที่ดีจน ลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเคยอยากให้เขาอิจฉา
ตอนแรกเราอาจเริ่มออกกำลังกายเพราะอยากให้ใครเสียดาย
เริ่มทำงานหนักเพราะอยากพิสูจน์ว่าคนที่เคยดูถูกเราคิดผิด
เริ่มเรียนเพิ่มเพราะอยากไปให้ไกลกว่าคนที่เคยกดเรา
ไม่เป็นไร
มนุษย์ไม่จำเป็นต้องมีแรงจูงใจที่สวยงามตั้งแต่วินาทีแรก
ขอแค่ระหว่างทาง เราค่อย ๆ เปลี่ยนเหตุผลนั้น
จาก
“ฉันจะเก่งให้เธอเสียดาย”
เป็น
“ฉันชอบตัวเองเวอร์ชันนี้”
จาก
“ฉันจะรวยให้เธออิจฉา”
เป็น
“ฉันอยากมีชีวิตที่มั่นคง”
จาก
“ฉันจะไปให้สูงกว่าเธอ”
เป็น
“ฉันเพิ่งรู้ว่าตัวเองไปได้ไกลขนาดนี้”
ตรงนั้นต่างหากที่ความสำเร็จเริ่มเป็นของเราจริง ๆ
เพราะคนสองคนที่เคยเริ่มจากจุดเดียวกัน ไม่ได้จำเป็นต้องจบที่เดียวกัน
เวลาผ่านไป สิ่งที่สร้างระยะห่างอาจไม่ใช่โชคชะตาเพียงอย่างเดียว
มันคือสิ่งเล็ก ๆ ที่แต่ละคนทำซ้ำทุกวัน
คนหนึ่งอ่านเพิ่มอีกนิด
ฝึกเพิ่มอีกหน่อย
ยอมรับว่าตัวเองยังไม่เก่ง
กล้าทิ้งนิสัยเดิม
ลองใหม่หลังจากพลาด
เรียนรู้สิ่งที่ตัวเองไม่รู้
และพยายามขยับชีวิตทีละก้าว
ในขณะที่อีกคนอาจใช้เวลาเท่ากันไปกับการสงสัยว่า
“ทำไมเขาโชคดีกว่าเรา?”
แน่นอน ชีวิตจริงไม่ได้ยุติธรรม และต้นทุนของแต่ละคนไม่เท่ากัน
ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากความขยันอย่างเดียว
แต่ในส่วนที่เราควบคุมได้ ถ้าเราไม่ยอมขยับเลย แล้วเอาแต่จ้องชีวิตคนอื่น สุดท้ายสิ่งที่เหลืออาจมีเพียงความรู้สึกว่าโลกเลือกปฏิบัติกับเรา
ทั้งที่บางครั้งคำถามที่มีประโยชน์กว่าคือ
“แล้ววันนี้เราพัฒนาตัวเองตรงไหนบ้าง?”
เราจึงชอบการแก้แค้นแบบนี้
เพราะมันไม่จำเป็นต้องทำลายใคร
ยิ่งเรา “เอาคืน” มากเท่าไร ชีวิตเรากลับยิ่งดีขึ้นเท่านั้น
เราไม่ได้เสียงาน
ไม่ได้เสียชื่อเสียง
ไม่ได้เสียเวลาไปทะเลาะ
ไม่ได้สร้างศัตรูเพิ่ม
เรามีแต่ทักษะเพิ่ม
รายได้เพิ่ม
โอกาสเพิ่ม
โลกกว้างขึ้น
และตัวเราเองแข็งแรงขึ้น
จนวันหนึ่ง คนที่เคยทำให้เราอยากเอาชนะ อาจกลายเป็นเพียงชื่อหนึ่งในอดีต
และวันนั้นเอง เราจะรู้ว่า
เราไม่ได้ชนะเพราะเขายังอยู่ที่เดิม
เราชนะเพราะเราไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตไปผูกกับจุดที่เขายืนอยู่อีกแล้ว
ถ้าจะเอาคืนใครสักคน
เอาคืนด้วยการสร้างชีวิตที่ดีเสียจนความเจ็บในอดีตไม่มีสิทธิ์กำหนดอนาคตเราอีกต่อไป
ไปให้ไกล
แต่ไปเพื่อตัวเอง
นั่นน่าจะเป็นการแก้แค้นที่คุ้มที่สุดแล้ว
อ่านเรื่องราว ความคิด และงานศิลปะเพิ่มเติมได้ที่

