เรียกฉันด้วยชื่อของคุณ
เรียกฉันด้วยชื่อของคุณ

เราเคยคิดว่าการเรียกชื่อใครสักคน
ก็แค่เรียกเขาให้หันมา
จนเพิ่งเข้าใจว่า
บางชื่ออาจหมายถึง “ฉันมองเห็นตัวเองอยู่ในตัวคุณ”
ประโยคหนึ่งที่เราเคยได้ยินมานานคือ
“Call me by your name and I’ll call you by mine.”
เมื่อก่อนเรารู้แค่ว่ามันโรแมนติก
แต่ไม่เคยเข้าใจว่าทำไมประโยคธรรมดาแค่นี้ถึงให้ความรู้สึกใกล้ชิดอย่างประหลาด
จนไปเจอเรื่องเล่ากรีกโบราณเรื่องมนุษย์ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกเล่าว่ามีสี่แขน สี่ขา และสองใบหน้า ก่อนจะถูกแยกออกจากกัน แล้วต้องใช้ชีวิตตามหาอีกครึ่งหนึ่งของตัวเอง
แล้วจู่ ๆ ประโยคนั้นก็เปลี่ยนความหมายไปเลย
“เรียกฉันด้วยชื่อของคุณ”
อาจไม่ใช่การบอกว่า
ให้ลืมว่าใครเป็นใคร
แต่มันเหมือนการพูดว่า
ระหว่างฉันกับคุณ
มีบางส่วนที่เส้นแบ่งมันหายไปแล้ว
เรารู้จักความรู้สึกแบบนั้นดี
เวลามีใครคนหนึ่งอยู่ในชีวิตนานพอ
ชื่อเขาไม่ได้อยู่แค่ในช่องแชต
เพลงบางเพลงกลายเป็นเขา
ร้านอาหารบางร้านกลายเป็นเขา
ถนนบางสายกลายเป็นเขา
แม้แต่ตัวเราในบางช่วงเวลา
ก็เหมือนมีเขาปะปนอยู่ด้วยจนแยกไม่ออก
มันจึงแปลกดีที่มนุษย์ใช้เวลามากมายกับการพยายามรักษาความเป็น “ฉัน”
ชื่อของฉัน
ชีวิตของฉัน
ความฝันของฉัน
โลกของฉัน
แต่พอรักใครจริง ๆ
เรากลับค่อย ๆ เปิดพื้นที่ในคำว่า “ฉัน”
ให้มีใครอีกคนเข้ามาอยู่
ไม่ใช่เพื่อหายไปในเขา
แต่เพราะวันหนึ่ง
เราเริ่มรู้สึกว่าการมีอยู่ของเขาได้เปลี่ยนความหมายของการเป็นเราไปแล้ว
และตรงนี้เองที่ทำให้เรื่อง “อีกครึ่งหนึ่ง” น่าสนใจ
บางทีเราไม่ได้ตามหาใครสักคนเพราะตัวเราไม่สมบูรณ์
เราอาจสมบูรณ์อยู่แล้วก็ได้
เพียงแต่มีบางคนที่เมื่อได้พบกัน
ทำให้เราเห็นส่วนหนึ่งของตัวเองที่ไม่เคยรู้ว่ามีอยู่
ความอ่อนโยนที่เราไม่เคยใช้
ความกล้าที่ไม่เคยมี
ความสุขแบบที่ไม่เคยรู้จัก
หรือแม้แต่ความกลัวบางอย่างที่เราเคยซ่อนเอาไว้
เขาไม่ได้เอาอีกครึ่งหนึ่งมาคืนให้เรา
เขาแค่ทำให้เราเห็นว่า
ในตัวเรามีพื้นที่มากกว่าที่เคยคิด
แล้วบางที นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ชื่อของคนบางคน
ต่อให้วันหนึ่งไม่ได้ถูกเรียกออกมาดัง ๆ อีกแล้ว
ก็ยังฟังดูเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของชื่อเราอยู่ดี
