ความแตกต่างระหว่าง “Plot” กับ “Story”
ความแตกต่างระหว่าง “Plot” กับ “Story”

ความแตกต่างระหว่าง “Plot” กับ “Story” เป็นเรื่องที่คนเขียนสับสนกันบ่อยมาก เพราะเวลาเล่าเรื่องจริง ๆ สองอย่างนี้มันเดินไปด้วยกันจนแทบแยกไม่ออก
ถ้าอธิบายแบบง่าย ๆ ในกรอบที่เราใช้เวลาเขียน—
Plot คือ สิ่งที่ตัวละคร “ทำ”
Story คือ สิ่งที่การกระทำนั้น “ทำกับตัวละคร”
Plot จึงออกไปทางการเดินทางเชิงกายภาพ เหตุการณ์ การตัดสินใจ และการกระทำที่มองเห็นได้
ตัวละครไปที่ไหน
เจออะไร
ตัดสินใจอย่างไร
สู้กับใคร
ทำอะไรต่อ
หนังแอ็กชันหลายเรื่องจะทำให้เราเห็นส่วนนี้ชัดมาก เช่น James Bond ที่เรื่องจำนวนมากขับเคลื่อนด้วยภารกิจ การต่อสู้ การไล่ล่า และการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นตรงหน้า
แต่ Plot ไม่ได้แปลว่าเราต้องยัดรถชน ปืน ระเบิด หรือฉากไล่ล่าเข้าไป
คนสองคนนั่งกินข้าวกันก็เป็น Plot ได้
ถ้าการกินข้าวมื้อนั้นทำให้คนหนึ่งตัดสินใจเลิกกับอีกคน และการตัดสินใจนั้นเปลี่ยนสิ่งที่เขาจะทำหลังจากนี้
การกระทำที่ไม่มีผลอะไรต่อเรื่อง ก็เป็นแค่เหตุการณ์
แต่การกระทำที่สร้างผลตามมา นั่นต่างหากที่เริ่มกลายเป็น Plot
ส่วน Story ในความหมายที่เราใช้ จะอยู่ใกล้กับการเดินทางภายในของตัวละครมากกว่า
เขารู้สึกอย่างไร
เขาเชื่ออะไร
สิ่งที่เกิดขึ้นเปลี่ยนเขายังไง
จากคนแบบหนึ่ง เขากลายเป็นคนแบบไหนเมื่อถึงตอนจบ
งานอย่าง Twilight ทำให้เห็นส่วนของความสัมพันธ์และโลกภายในของตัวละครชัด ซึ่งนิยายมีพื้นที่ให้เราเข้าไปอยู่ในหัวตัวละครได้มากกว่าสื่อภาพยนตร์โดยธรรมชาติของรูปแบบ
ปัญหาคือ ถ้ามีแต่ Plot เรื่องก็อาจเดินเร็วมาก แต่ตัวละครแทบไม่เปลี่ยน
ในทางกลับกัน ถ้ามีแต่ Story ตัวละครอาจนั่งคิด รู้สึก สงสัย และหมกมุ่นอยู่กับตัวเองไปเรื่อย ๆ จนเรื่องไม่เดินไปไหนสักที
เพราะจริง ๆ แล้วสองอย่างนี้ควรผลักกัน
Plot ทำอะไรบางอย่างกับตัวละคร
Story คือการที่ตัวละครตอบสนองต่อสิ่งนั้น
แล้วการตอบสนองนั้นก็สร้าง Plot ถัดไป
นี่คือเหตุผลที่เราชอบงานอย่าง Harry Potter ในแง่นี้ เพราะมันมีทั้งเหตุการณ์ภายนอกที่ชัด และการเปลี่ยนแปลงภายในของตัวละครเดินควบคู่กันไป
แต่ก่อนที่ Plot กับ Story จะทำงานได้ เราว่ายังมี Dramatic Elements อีกหลายตัวที่สำคัญมาก
อย่างแรกคือ Passion
ทำไมเราถึงอยากเขียนเรื่องนี้?
สำหรับเรา การเขียนคือการเอาสิ่งที่อยู่ในหัวออกมา เป็นพื้นที่ทดลองสิ่งที่เราอาจทำไม่ได้ในชีวิตจริง และเป็นวิธีท้าทายตัวเอง
เรื่องที่เราหลงใหลจึงมักวนอยู่กับธุรกิจ จักรวาล การเป็นนักวาด มิติ ดวงดาว การเปลี่ยนแปลงของโลก และแฟนตาซี
จากนั้นคือ Theme
ถ้า Passion คือ “ทำไมเราอยากเขียน”
Theme คือ
เมื่อคนอ่านปิดหนังสือ เราอยากให้บางสิ่งอะไรเหลืออยู่ในตัวเขา
Theme อาจเป็นเรื่องใหญ่ เช่น การเสียสละ ความกล้าหาญ อำนาจ ความรัก
หรืออาจเป็นเรื่องส่วนตัวมาก ๆ เช่น คนที่ไม่มั่นใจในตัวเองค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะเชื่อว่าตัวเองทำบางอย่างได้
ใน Seraphim Torus ของเรา ไกอาเริ่มต้นจากคนที่คิดมากและไม่มั่นใจในตัวเองอย่างรุนแรง แต่สถานการณ์บังคับให้เธอต้องเผชิญสิ่งที่กลัว และค่อย ๆ เปลี่ยนตัวเองเพื่อเอาชีวิตรอดและช่วยคนอื่น
ตรงนี้พาไปสู่อีกอย่างคือ Flaw
ตัวละครที่สมบูรณ์แบบเกินไปมักมีพื้นที่ให้เปลี่ยนแปลงน้อย
เพราะการต่อสู้ที่น่าสนใจไม่จำเป็นต้องเป็นการต่อสู้กับจอมมารเสมอไป
บางทีศัตรูที่หนักที่สุดคือสิ่งที่อยู่ในตัวเราเอง
ความกลัว
ความไม่มั่นใจ
ความดื้อ
ความหลงตัวเอง
การไม่ยอมรับความจริง
จุดอ่อนจึงไม่ได้มีไว้ทำให้ตัวละคร “ดูแย่”
แต่มันสร้างพื้นที่ให้ตัวละครเดินทาง
และสุดท้ายคือ Premise
Premise คือการเอาหลายสิ่งมาผูกเข้าด้วยกันจนเกิดคำถามของเรื่อง
อย่างเรื่องของไกอาอาจตั้งคำถามว่า
จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าผู้หญิงที่ไม่มั่นใจในตัวเองและคิดมากมาตลอด ต้องถูกตามล่า และจำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองให้กล้าหาญขึ้นเพื่อเอาชีวิตรอดและช่วยเหล่าคนสำคัญของเธอ?
ตรงนั้น Plot เริ่มทำงาน
การตามล่าบังคับให้เธอต้อง “ทำอะไรบางอย่าง”
Story ก็เริ่มทำงาน
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกำลังเปลี่ยน “คนที่เธอเป็น”
แล้ว Theme, Flaw, Passion และ Premise ก็เริ่มผูกเข้าหากัน
เพราะสุดท้ายแล้ว Plot กับ Story อาจไม่ได้เป็นคนละเรื่องเลย
มันเหมือนแรงสองด้านของเรื่องเดียวกัน
Plot คือแรงกระทำ
Story คือแรงตอบสนอง
และเรื่องที่เราอยากอ่านต่อ มักเกิดขึ้นตรงจุดที่สองแรงนี้ชนกันพอดี.
