ใช้ AI ไม่ได้แปลว่าเราต้องเลิกวาดมือ
ใช้ AI ไม่ได้แปลว่าเราต้องเลิกวาดมือ

เราเห็นอยู่เหมือนกันว่าพอเราพูดว่า ตอนนี้งานหลายชิ้นมี AI เข้ามาช่วย ไม่ว่าจะเป็นการลงสี การทดลองภาพ การเรนเดอร์ หรือบางชิ้นสร้างภาพใหม่ด้วย AI ไปเลย คนบางส่วนอาจตีความต่อทันทีว่า
“งั้นก็คือเลิกวาดมือแล้วสินะ”
แต่จริง ๆ ไม่ใช่อย่างนั้นเลย
ใช้ AI ไม่ได้แปลว่าเราต้องเลิกวาดมือ
เราเคยอธิบายไปแล้วว่าทำไมกระบวนการทำงานของเราถึงเปลี่ยนไป และทำไมทุกวันนี้ AI ถึงกลายมาเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่เราเลือกใช้
แต่มีอีกเรื่องหนึ่งที่เราอยากพูดให้ชัด
การเลือกใช้เครื่องมือใหม่ ไม่ได้แปลว่าเราต้องทิ้งเครื่องมือเก่า
เราใช้ AI ได้
และเราก็ยังวาดรูปด้วยมือได้เหมือนเดิม
เรายังจับดินสอได้
ยังใช้พู่กันได้
ยังวาดเส้นได้
ยังลงสีจริงได้
ยังทำงานบนกระดาษหรือผ้าใบได้
มันไม่ได้เป็นระบบว่า ถ้าเลือกอย่างหนึ่งแล้ว อีกอย่างต้องถูกลบทิ้งจากชีวิต
สำหรับเรา สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดเป็นเพียง วิธีต่าง ๆ ในการสร้างภาพ
บางวันเราอยากวาด
บางวันเราอยากทำงานดิจิทัล
บางวันเราอยากเอางานเก่าของตัวเองกลับมาพัฒนา
บางวันเราอยากใช้ AI ทดลองสิ่งที่อยู่ในหัวสิบแบบภายในเวลาไม่นาน
บางวันเราอาจอยากนั่งกับพู่กันหนึ่งอันแล้วใช้เวลาหลายชั่วโมงกับภาพเดียว
เราไม่ได้รู้สึกว่าต้องเลือกข้างระหว่างสิ่งเหล่านี้เลย
แต่งานมือกับงาน AI-assisted ย่อมมีต้นทุนไม่เหมือนกัน
เรื่องราคาก็เหมือนกัน
ถ้ามีคนจ้างเราให้ทำงานวาดมือจริง ๆ ราคาก็ย่อมสูงกว่าเป็นเรื่องปกติ
เพราะต้นทุนของมันไม่ได้มีแค่คำว่า “วาดภาพหนึ่งภาพ”
มันมีเวลา
มีวัสดุ
มีพื้นที่ทำงาน
มีการเตรียมอุปกรณ์
มีการลงเส้น
ลงสี
รอแห้ง
แก้รายละเอียด
และมีชั่วโมงแรงงานของคนหนึ่งคนอยู่ในนั้นจริง ๆ
บางชิ้นใช้หลายวัน
บางชิ้นอาจกินเวลาเป็นสัปดาห์
เพราะฉะนั้นถ้าลูกค้าต้องการ งานทำมือโดยตรง ราคาของมันย่อมสะท้อนกระบวนการแบบนั้น
ขณะที่งาน AI-assisted อาจช่วยลดเวลาในบางขั้นตอน
เช่น
การทดลอง composition
การทดลองสี
การเรนเดอร์
การพัฒนาทางเลือก
การทำ variation
หรือการต่อยอดจากงานต้นฉบับที่เรามีอยู่แล้ว
สองแบบจึงไม่จำเป็นต้องมีราคาเท่ากัน
และสำหรับเรา นี่ไม่ได้แปลว่างานชนิดหนึ่ง “สูงส่งกว่า” อีกชนิดหนึ่ง
มันแค่เป็น บริการคนละประเภท และมีกระบวนการผลิตคนละแบบ
จริง ๆ แล้วเราอยากกลับไปทำงานมือมากกว่าที่หลายคนคิด
ถ้ามีพื้นที่ทำงานที่ดี
มีโต๊ะที่เหมาะ
มีแสงที่เหมาะ
มีที่เก็บอุปกรณ์
มีเวลาโดยไม่ต้องรีบไปทำอย่างอื่นต่อ
เราก็ยังอยากวาดภาพด้วยมือและพู่กันอยู่
เราไม่ได้รู้สึกว่าความสนุกตรงนั้นหายไปไหน
แต่สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปคือ
ทุกวันนี้ก่อนจะใช้เวลาหลายวันกับภาพหนึ่งภาพ เราคงอยากรู้เพิ่มอีกข้อว่า
“เราวาดภาพนี้ไปเพื่ออะไร?”
เมื่อก่อนแค่รู้สึกอยากวาดก็อาจเพียงพอแล้ว
แต่ตอนนี้ชีวิตเรามีสิ่งที่อยากสร้างเยอะขึ้นมาก
เราทำภาพ
เขียนเรื่อง
สร้างตัวละคร
สร้างโลก
ทำเว็บไซต์
สร้างระบบขายงาน
ทำเพลง
ทดลองเครื่องมือ
สร้างสินค้า
คิดงานใหม่
ทุกอย่างใช้เวลาเหมือนกันหมด
ดังนั้นถ้าเราจะนั่งทำงานมือหนึ่งชิ้นเป็นเวลาหลายวัน เราอาจอยากให้มันมีเหตุผลบางอย่างรองรับ
อาจเป็นงาน Commission ที่ลูกค้าต้องการต้นฉบับจริง
อาจเป็นผลงาน Exhibition
อาจเป็นงาน Original ที่เราอยากเก็บไว้
อาจเป็น Limited Edition
อาจเป็นงานที่ต้องการ physical original จริง ๆ
หรืออาจเป็นภาพที่เราอยากวาดมากพอจนไม่ต้องมีเหตุผลอื่นเลยก็ได้
เพราะตอนนี้สิ่งที่เราสนุก ไม่ได้มีแค่ “การวาดรูป”
อันนี้อาจเป็นสิ่งที่เปลี่ยนไปมากที่สุด
เมื่อก่อนคำว่า “สร้างงาน” ของเราอาจหมายถึงการนั่งวาดภาพเป็นหลัก
แต่ตอนนี้คำว่า สร้างสรรค์ ของเรากว้างกว่าเดิมมาก
เราสนุกกับการสร้างระบบ
สนุกกับการคิดว่าเว็บจะทำอะไรได้
สนุกกับการสร้างประสบการณ์ให้คนเข้ามาเล่น
สนุกกับการเอาภาพ เพลง เรื่องเล่า Oracle ตัวละคร และสินค้าเชื่อมเข้าหากัน
สนุกกับการลองเครื่องมือใหม่ ๆ
สนุกกับการพบว่าเทคโนโลยีบางอย่างทำให้สิ่งที่เราเคยคิดว่า
“คนเดียวไม่น่าทำได้”
กลายเป็นสิ่งที่เราทำได้จริง
ดังนั้นการที่เราสนุกกับ AI ไม่ได้หมายความว่าเราหมดรักการวาดรูป
มันแค่หมายความว่า
ความสนุกของเราไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ที่เครื่องมือชนิดเดียวอีกแล้ว
เราไม่ได้เปลี่ยนจาก “ศิลปิน” ไปเป็น “คนใช้ AI”
เรายังเป็นคนเดิม
เพียงแต่กล่องเครื่องมือใหญ่ขึ้น
ในกล่องนั้นยังมี
ดินสอ
ปากกา
พู่กัน
แท็บเล็ต
โปรแกรมวาดภาพ
กล้อง
งานเก่าของเรา
ภาพร่าง
สี
คอมพิวเตอร์
และตอนนี้ก็มี AI เพิ่มเข้ามาอีกอย่างหนึ่ง
บางงานใช้มันเยอะ
บางงานใช้น้อย
บางงานอาจไม่ใช้เลย
สุดท้ายเรายังเป็นคนตัดสินใจอยู่ดีว่า
จะสร้างอะไร
อะไรควรเก็บ
อะไรควรทิ้ง
สีไหนใช่
composition ไหนไม่ใช่
ตัวละครควรมีหน้าตาแบบไหน
งานชิ้นไหนยังไม่ใช่เรา
เพราะเครื่องมือไม่ได้เป็นคนตัดสินเรื่องเหล่านี้แทนทั้งหมด
และบางทีเราไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความเป็นศิลปินด้วยความลำบาก
อันนี้เป็นสิ่งที่เราเริ่มคิดมากขึ้นเรื่อย ๆ
เราไม่จำเป็นต้องเลือกวิธีที่ใช้เวลานานกว่า เพียงเพื่อพิสูจน์ว่างานนั้นมีคุณค่า
ถ้าบางขั้นตอนมีเครื่องมือช่วยให้เร็วขึ้น
แล้วผลลัพธ์ยังตรงกับสิ่งที่เราต้องการ
เราก็ใช้มัน
แต่ถ้าวันหนึ่งเราอยากนั่งหน้ากระดาษแล้ววาดทีละเส้นตั้งแต่ต้นจนจบ
เราก็ทำได้เหมือนกัน
เราไม่คิดว่าเราต้องขออนุญาตใครในการเลือกว่าจะสร้างงานด้วยวิธีไหน
สิ่งที่เราคิดว่าสำคัญกว่าคือ
เราซื่อสัตย์กับกระบวนการของตัวเองไหม
ถ้าเป็น AI-assisted ก็บอกว่า AI-assisted
ถ้าเป็นงานมือก็บอกว่าเป็นงานมือ
ถ้าเป็นงานผสม ก็บอกว่าผสม
แล้วให้คนดูหรือลูกค้าเลือกว่าพวกเขาต้องการงานแบบไหน
สำหรับเรา แค่นั้นแฟร์ที่สุดแล้ว
วันหนึ่งคุณอาจเห็นเรากลับไปยืนอยู่หน้าผ้าใบอีกครั้ง
มีพู่กันอยู่ในมือ
มีสีเต็มโต๊ะ
แล้วใช้เวลาหลายวันกับภาพเดียว
อีกวันหนึ่งคุณอาจเห็นเรานั่งหน้าคอม สร้างโลกทั้งโลกภายในคืนเดียวด้วยเครื่องมือหลายอย่างรวมกัน
สองภาพนั้นก็ยังเป็นเราเหมือนกัน
เราไม่ได้ต้องเลือกระหว่าง
“ศิลปินแบบเดิม”
กับ
“คนที่ใช้เทคโนโลยีใหม่”
เพราะสำหรับเรา มันไม่เคยเป็นคนสองคนตั้งแต่แรก
มันคือคนคนเดียว
ที่ยังอยากสร้างอะไรอยู่เรื่อย ๆ
เพียงแต่วันนี้
เรามีวิธีสร้างมันได้มากกว่าเมื่อก่อนเท่านั้นเอง
