เราสร้างเครื่องจักรจนมันทำงานเองได้ แต่คนสร้างเครื่องจักรยังหยุดไม่ได้
เราสร้างเครื่องจักรจนมันทำงานเองได้ แต่คนสร้างเครื่องจักรยังหยุดไม่ได้

ช่วงนี้เราอยากเขียนอะไรบางอย่างเก็บไว้
ไม่ใช่เพื่อบอกว่าตัวเองเก่งแค่ไหน แต่เพราะถ้าไม่เขียนออกมา บางทีเราเองก็อาจลืมไปว่า ในช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เราแบกอะไรไว้เยอะขนาดไหน
โพสต์ก่อน ๆ เราพูดว่าเราเหนื่อย
แล้วเราก็ยอมรับต่อว่า
เราเครียดด้วย
จริง ๆ ความเครียดนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดเดือนเดียว
ประมาณ 2–3 ปีที่ผ่านมา ชีวิตเราค่อนข้างเหมือนการล้มแล้วลุก ตั้งหลักใหม่ พอเหมือนจะเริ่มยืนได้ ก็มีอะไรบางอย่างเข้ามาให้ต้องเปลี่ยน ต้องแก้ หรือต้องเริ่มใหม่อีกครั้ง
แต่เดือนนี้มีสิ่งหนึ่งที่เราอยากบอกตัวเองให้ได้ว่า
เราได้ทุ่มเทสุดแรงแล้วจริง ๆ
เพราะเราไม่ได้แค่ทำเว็บไซต์ขึ้นมาหนึ่งเว็บ
เราเหมือนพยายามสร้าง ระบบธุรกิจเล็ก ๆ ทั้งก้อนขึ้นมาด้วยตัวเอง
ทีละระบบ
ทีละปัญหา
ทีละคืน
บางอย่างไม่มีคนสอน
บางอย่างทำแล้วพัง
บางอย่างแก้อยู่หลายรอบ
บางอย่างคิดว่าจบแล้ว วันรุ่งขึ้นเปิดมามีปัญหาใหม่อีก
แต่พอหยุดแล้วลองไล่ดูจริง ๆ หลายอย่างที่เมื่อก่อนเราเคยคิดว่า
“ถ้าเว็บเราทำแบบนี้ได้ก็คงดีเนอะ”
ตอนนี้มันทำได้จริงแล้ว
เราสร้างไว้ทั้ง
- ระบบขายคำทำนายไพ่ออราเคิลและไพ่ทาโรต์ ระบบ Shop ระบบ Commission และระบบขาย Character Adoptable
- ระบบอ่านคอมิค ระบบขายปกนิยายสำเร็จรูป ระบบสินค้าดิจิทัล ธีม เพลง และ License เพลง
- ระบบประมูลงานศิลปะที่ยังไม่ได้เปิดเต็มรูปแบบ ระบบ Certificate ระบบชำระเงินด้วย QR ระบบส่งสินค้า และระบบหลังบ้านอีกหลายส่วน
จากเว็บธรรมดา ๆ เว็บหนึ่ง มันค่อย ๆ กลายเป็นพื้นที่ที่คนสามารถเข้ามาอ่านงาน ซื้อภาพ ซื้อปกนิยาย ซื้อเพลง ซื้อสิทธิ์การใช้งาน จ้างงาน ซื้อ Character รับ Certificate อ่านไพ่ อ่านคอมิค และดาวน์โหลดสินค้าดิจิทัลได้จากที่เดียว
พอเขียนออกมาแบบนี้ เราถึงได้รู้สึกว่า
เฮ้ย เราทำไปเยอะเหมือนกันนะ
แต่เรื่องประหลาดคือ ระหว่างที่กำลังทำทั้งหมดนี้ เราแทบไม่เคยรู้สึกว่า
“สำเร็จแล้ว”
เลย
เพราะทุกครั้งที่ระบบหนึ่งเสร็จ สมองจะวิ่งไปหาระบบต่อไปทันที
อันนี้เสร็จแล้ว
ทำ Payment ต่อ
Payment เสร็จ
ทำ Delivery
Delivery เสร็จ
ทำ Certificate
Certificate เสร็จ
ทำ Collector
แล้วก็มีอีกเสียงหนึ่งดังอยู่ตลอดเวลา
อันนี้ยังบั๊ก
อันนั้นยังไม่สวย
อันนี้ Mobile ยังไม่ดี
Copy ตรงนั้นยังไม่ใช่
ลูกค้าจะงงไหม
ถ้าจ่ายเงินจริงจะเกิดอะไรขึ้น
ถ้าระบบล่มล่ะ
ถ้าไม่มีคนซื้อเลยล่ะ
มันแทบไม่มีช่วงที่เราได้ยืนมองสิ่งที่ทำแล้วบอกตัวเองว่า
“พอแล้ว วันนี้เราทำดีแล้ว”
มีแต่คำว่า
“ต่อไปทำอะไร?”
จนบางทีเราลืมไปว่าคนที่อยู่หลังระบบทั้งหมดนี้เป็นคนคนหนึ่ง
ไม่ใช่ Server
ไม่ใช่ Plugin
ไม่ใช่ Automation
มันเหนื่อยได้
มันกลัวได้
มันกังวลเรื่องเงินได้
มันร้องไห้ได้
Automation ไม่ได้ทำให้ไม่มีงาน
ก่อนทำทั้งหมดนี้ เราเคยคิดว่า ถ้าสร้างระบบอัตโนมัติได้เยอะ ๆ วันหนึ่งเราน่าจะสบายขึ้น
มันก็จริงส่วนหนึ่ง
หลายอย่างที่เมื่อก่อนต้องทำเอง ตอนนี้ระบบทำแทนเราได้
แต่มันมีเรื่องหนึ่งที่เราเพิ่งเข้าใจหลังจากสร้างมันเสร็จ
Automation ไม่ได้ทำให้งานหายไป
มันเปลี่ยนจาก
“เราทำทุกอย่างด้วยมือ”
เป็น
“เราสร้างเครื่องจักรขึ้นมา แล้วต้องพยายามหาเงินมาเลี้ยงเครื่องจักรนั้นอีกที”
มีค่าโฮสต์
ค่าโดเมน
ค่าเครื่องมือ
ค่าบริการรายเดือน
ค่าอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่รวมกันแล้วกลายเป็นเงินที่เราต้องหาให้ได้ทุกเดือน
นี่อาจเป็นเรื่องที่กดดันเราที่สุดในตอนนี้
ระบบเริ่มพร้อมแล้ว
สินค้าเริ่มมีแล้ว
ช่องทางเริ่มเปิดแล้ว
แต่รายได้ไม่ได้เกิดขึ้นในวินาทีเดียวกับที่เรากด Publish
ชีวิตจริงไม่ได้หยุดรอให้ธุรกิจใหม่ตั้งตัวเสร็จ
มันยังมีบิลที่ต้องจ่ายอยู่เหมือนเดิม
นี่แหละที่ทำให้ช่วงเปลี่ยนผ่านมันเหนื่อย
เราสนุกกับมัน และเราก็เหนื่อยกับมันได้พร้อมกัน
ถ้ามีคนถามว่าสนุกไหม
สนุกนะ
เรายังชอบการคิดของใหม่
ชอบทำเว็บ
ชอบแก้ระบบ
ชอบสร้างภาพ
เขียนเรื่อง
สร้างตัวละคร
สร้างโลก
ลองเครื่องมือใหม่
แล้วดูสิ่งที่เคยอยู่แค่ในหัวค่อย ๆ กลายเป็นของจริง
บางครั้งแค่แก้ปัญหาที่ติดอยู่หลายชั่วโมงสำเร็จ เราก็ดีใจมากแล้ว
แต่ถ้าถามว่าเหนื่อยไหม
เหนื่อยมากเหมือนกัน
และเราเริ่มเข้าใจว่า สองอย่างนี้ไม่ได้หักล้างกัน
เรารักสิ่งที่ทำมากได้
และเหนื่อยกับมันมากได้พร้อมกัน
มันไม่ได้แปลว่าเราเลือกทางผิดเสมอไป
บางทีมันแค่หมายความว่า สิ่งที่กำลังสร้างอยู่มันใหญ่ และเราใช้แรงกับมันเยอะจริง ๆ
ที่ยากกว่างาน คือการตั้งตัวใหม่
เราไม่ได้กำลังเริ่มจากศูนย์แค่เรื่องเว็บไซต์
เรากำลังพยายามสร้างฐานรายได้ใหม่
สร้างตลาดใหม่
ทำให้คนรู้จักสินค้าใหม่
ลองวิธีขายใหม่
และพยายามทำให้ทุกอย่างที่สร้างไว้ค่อย ๆ เลี้ยงตัวมันเองได้
เราเข้าใจอยู่แล้วว่าช่วงเปลี่ยนผ่านแบบนี้มันจะลำบาก
ช่วงที่ของเก่าไม่สามารถเลี้ยงเราเหมือนเดิม
แต่ของใหม่ก็ยังไม่ได้สร้างรายได้เต็มที่
มันคงเป็นช่วงที่อึดอัดที่สุดอยู่แล้ว
รู้ในทางทฤษฎีกับอยู่ตรงกลางมันจริง ๆ เป็นคนละเรื่องกัน
ความเข้าใจไม่ได้ทำให้บิลหาย
ไม่ได้ทำให้ความกังวลหาย
และไม่ได้รับประกันว่าสิ่งที่เราทำจะประสบความสำเร็จ
มันเพียงช่วยให้เราเข้าใจว่า
ความยากในตอนนี้ไม่ได้แปลว่าเรากำลังเดินผิดทางเสมอไป
มันอาจเป็นเพียงช่วงที่สิ่งหนึ่งกำลังพยายามเปลี่ยนไปเป็นอีกสิ่งหนึ่ง
ถ้าระหว่างนี้เงินไม่ทันจริง ๆ เราอาจต้องขอความช่วยเหลือจากพ่อสักเล็กน้อย อย่างมากอาจเป็นค่ารักษาโฮสต์ให้ระบบเดินต่อไป จนถึงวันที่รายได้ Facebook ก้อนแรกเข้ามา หรือจนกว่าสิ่งที่สร้างไว้จะเริ่มพยุงตัวมันเองได้
เมื่อก่อนเราอาจมองว่าการต้องกลับไปขอความช่วยเหลือคือความล้มเหลว
ตอนนี้เราเริ่มมองมันต่างออกไป
ถ้ามันเป็นเพียง
สะพานชั่วคราวระหว่างชีวิตสองช่วง
ก็ใช้มันได้
เราไม่ได้ตั้งใจจะยืนอยู่บนสะพานนั้นตลอดไป
เรากำลังเดินข้ามมัน
แต่มีอีกเหตุผลหนึ่งที่เรายังทำงานไม่หยุด
มันไม่ใช่เรื่องเงินทั้งหมด
บางทีเราก็ไม่รู้จริง ๆ ว่าจะทำอะไรตอนที่ไม่ได้ทำงาน
พอหยุดนาน เราจะเริ่มเหงา
พอเหงา สมองก็เริ่มไปคิดเรื่องอื่น
สุดท้ายเราก็กลับมาคิดเรื่องเว็บ
คิดภาพ
คิดบทความ
คิดสินค้า
คิดว่าพรุ่งนี้มีอะไรสร้างต่อได้อีก
อย่างน้อยตอนทำงาน สมองของเรามีที่ให้ไป
มีปัญหาให้แก้
มีสิ่งที่ยังไม่เสร็จ
มีอะไรให้รอ
และมีเหตุผลเล็ก ๆ ให้รู้สึกว่า
พรุ่งนี้ยังมีอะไรให้ทำ
ตรงนี้แหละที่มันซับซ้อน
เพราะงานเป็นทั้งสิ่งที่ทำให้เราเหนื่อย
และเป็นสิ่งที่ช่วยพยุงใจเราไว้พร้อมกัน
มันเป็นได้ทั้ง
ภาระ
และ
ที่พักใจ
ในเวลาเดียวกัน
แต่อยากมีใครสักคนบอกว่า “เท่านี้ก็พอแล้วนะ”
ตอนนี้สิ่งที่เราอยากได้มาก ๆ กลับไม่ใช่ระบบใหม่อีกระบบ
ไม่ใช่ฟีเจอร์ใหม่
ไม่ใช่ยอดขายหลักแสนที่ตกลงมาจากฟ้าในวันพรุ่งนี้
บางทีเราแค่อยากมีใครสักคนมาลูบหัวแล้วบอกเราว่า
“มุ่ยทำดีแล้วนะ”
แค่นั้นเอง
อยากมีคนบอกว่า
“เท่านี้ก็เยอะมากแล้ว”
เพราะช่วงที่ผ่านมา เราเหมือนถูกชีวิตถามอยู่ตลอดว่า
“ทำได้มากกว่านี้อีกไหม?”
แล้วทุกครั้งเราก็ตอบว่า
ได้
เดี๋ยวทำเพิ่ม
เดี๋ยวเรียนเพิ่ม
เดี๋ยวแก้เพิ่ม
เดี๋ยวสร้างเพิ่ม
จนวันนี้เราเริ่มอยากถามกลับบ้างว่า
ถ้าต้องทุ่มเทกว่านี้อีก เราจะเอาอะไรไปแลก?
เวลานอน?
สุขภาพ?
แรงที่ยังเหลืออยู่?
หรือสุดท้ายต้องเอาตัวเองทั้งคนไปแลกกับมัน?
บางทีคำถามที่เราควรถามตัวเองต่อไปอาจไม่ใช่
“เราพยายามมากพอหรือยัง?”
เพราะถ้ามองจากสิ่งที่ทำมาทั้งหมด เรารู้คำตอบนั้นแล้ว
มากพอแล้ว
จากนี้อาจไม่ใช่เวลาสร้างเพิ่ม แต่เป็นเวลาให้ของที่สร้างไว้ทำงาน
นี่อาจเป็นส่วนที่ยากที่สุดสำหรับคนแบบเรา
คือการยอมรับว่า หลังจากสร้างอะไรขึ้นมาแล้ว เราไม่สามารถบังคับให้มันออกผลทันทีด้วยการทำงานเพิ่มอีกสิบชั่วโมง
บางอย่างต้องใช้เวลา
ต้องรอคนเห็น
รอคนรู้จัก
รอตลาดตอบ
รอคนซื้อ
รอระบบพิสูจน์ว่ามันเวิร์กหรือไม่เวิร์ก
ถ้าไม่เวิร์ก ก็ค่อยปรับ
ถ้าเวิร์ก ก็ค่อยขยาย
แต่การสร้างของเพิ่มทุกคืนไม่ได้ทำให้สิ่งที่สร้างเมื่อวานมีเวลาทำงานเร็วขึ้นเสมอไป
เราไม่จำเป็นต้องสร้างเครื่องจักรใหม่ทุกคืน เพื่อพิสูจน์ว่าเรายังขยันอยู่
ระบบยังอยู่
สินค้าอยู่
เว็บไซต์อยู่
ความรู้ทั้งหมดที่เรียนมายังอยู่
สิ่งที่ทำไว้ไม่ได้หายไปเพียงเพราะคืนนี้เราหยุด
และพรุ่งนี้เรายังกลับมาทำต่อได้
เพราะครั้งนี้ เราตอบคำถามนั้นได้แล้ว
เราไม่รู้ว่าหลายเดือนข้างหน้าทุกอย่างจะออกมาแบบไหน
เราไม่รู้ว่าระบบไหนจะขายดี
อะไรจะไม่มีคนซื้อ
อะไรจะกลายเป็นรายได้หลัก
หรืออะไรจะต้องรื้อใหม่อีกครั้ง
เราไม่มีคำตอบเท่ ๆ ว่า
“สู้ต่อไป แล้วทุกอย่างจะสำเร็จแน่นอน”
เพราะชีวิตไม่ได้รับประกันแบบนั้น
แต่เรารู้เรื่องหนึ่งแน่นอนกว่านั้น
ถ้าวันหนึ่งเราต้องหันกลับมามองช่วงเวลานี้แล้วถามตัวเองว่า
“ตอนนั้นเราได้พยายามเต็มที่หรือยัง?”
อย่างน้อยครั้งนี้เราจะตอบได้โดยไม่ลังเลว่า
เต็มที่แล้วจริง ๆ
เราสร้างเท่าที่สร้างได้
เรียนเท่าที่เรียนไหว
แก้เท่าที่มีแรงแก้
ลองเท่าที่มีเงินให้ลอง
เราไม่ได้รอให้ใครมาช่วยสร้างชีวิตใหม่ให้เรา
เราลองสร้างมันขึ้นมาทีละชิ้นด้วยตัวเองแล้ว
จากนี้สิ่งที่เราต้องเรียนรู้อาจไม่ใช่การทุ่มเทให้มากกว่าเดิม
แต่อาจเป็นการยอมให้สิ่งที่เราทุ่มเทสร้างมา
มีเวลาเติบโตของมันเอง
แล้วถ้าวันนี้เราเหนื่อย
เราก็พูดได้ว่าเหนื่อย
ถ้าวันนี้เราเครียด
เราก็พูดได้ว่าเครียด
โดยไม่ต้องแปลความรู้สึกเหล่านั้นว่าเราอ่อนแอ หรือพยายามไม่พอ
เพราะบางทีเราไม่ได้ต้องการแรงผลักเพิ่มแล้ว
เราอาจแค่ต้องการใครสักคนพูดกับเราว่า
“มุ่ยทำดีแล้วนะ”
“ทำมาเยอะมากแล้ว”
“ไม่ต้องพิสูจน์ด้วยการทำให้ตัวเองพังหรอก”
และบางทีคนคนนั้น
อาจต้องเริ่มจากตัวเราเองก่อนก็ได้
เราทำดีแล้วนะ
ที่เหลือ ให้มันมีเวลาของมันบ้าง
