ผู้หญิงจะเริ่มหมดความสนใจในตัวคุณทันทีที่เธอรู้ตัวว่าเธอพยายามมากกว่าคุณ???
ผู้หญิงจะเริ่มหมดความสนใจในตัวคุณทันทีที่เธอรู้ตัวว่าเธอพยายามมากกว่าคุณ???

A woman actually loses interest the moment she realizes she’s trying harder than you.
ผู้หญิงจะเริ่มหมดความสนใจในตัวคุณทันทีที่เธอรู้ตัวว่าเธอพยายามมากกว่าคุณ
ไปเจอมาอันนี้ จริง ๆ ก็ไม่แน่เสมอไปนะ
เพราะว่าบางทีถ้าผู้หญิงรู้สึกว่าตัวเองพยายามมากกว่า มันจะมีสิ่งที่ในเชิงเศรษฐศาสตร์และจิตวิทยาการตัดสินใจเขาเรียกว่า Sunk Cost Effect หรือ Sunk Cost Fallacy คือเวลาเราเริ่มลงทุนกับอะไรไปสักอย่างแล้ว เราอาจจะไม่อยากถอนตัวออกมา เพราะรู้สึกว่าเราลงทุนกับมันไปเยอะแล้ว
แล้วเรื่องนี้ไม่ได้มีแค่กับเงินด้วย มันอาจเป็นเวลา ความพยายาม หรือสิ่งต่าง ๆ ที่เราใส่ลงไป
มีงานทดลองเกี่ยวกับความสัมพันธ์โดยตรงด้วย โดยให้คนตัดสินใจว่าจะอยู่ต่อหรือออกจากความสัมพันธ์ที่ไม่มีความสุข ผลพบว่าในบางเงื่อนไข คนที่รับรู้ว่ามีการลงทุนทั้งเงินหรือความพยายามลงไปแล้วมีแนวโน้มเลือกอยู่ต่อมากขึ้น ส่วนการทดลองอีกแบบก็พบผลของเวลาที่ลงทุนไปต่อความเต็มใจที่จะลงทุนต่อเช่นกัน
เพราะฉะนั้น การด่วนสรุปว่า
“ผู้หญิงจะหมดความสนใจในตัวคุณทันทีที่เธอพยายามมากกว่าคุณ”
มันจึงเป็นบทสรุปที่เหมารวมไปหน่อย
เพราะผู้หญิงแต่ละคนก็แตกต่างกันออกไป
แต่ถามว่าฟังแล้วรอบแรก อ่านแล้วรู้สึกว่าจริงไหม เราก็รู้สึกเห็นด้วยนะในตอนแรก
คืออ่านปุ๊บแล้วรู้สึกว่า เออ จริงว่ะ ถ้าเราพยายามอยู่ฝ่ายเดียวมาก ๆ วันหนึ่งก็คงเหนื่อยแล้วหมดใจ
แต่พอนั่งคิดไปคิดมา เออ มันก็มีหลายอย่างที่รู้สึกว่ายังไม่ใช่
คือไม่ใช่ทุกคนที่คิดแบบนี้ แล้วเราก็ยังไม่มีอะไรที่จะบอกได้ว่าคนส่วนใหญ่คิดแบบนี้จริง ๆ เพราะเราไม่ได้มีข้อมูลประชากรมารองรับว่าผู้หญิงส่วนใหญ่ พอรู้ตัวว่าตัวเองพยายามมากกว่าแล้วจะหมดความสนใจทันที
ตรงกันข้าม ในทางจิตวิทยาความสัมพันธ์ยังมี Investment Model ที่อธิบายว่าความผูกพันต่อความสัมพันธ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่ว่าเรามีความสุขกับมันแค่ไหน แต่ยังเกี่ยวกับสิ่งที่เราลงทุนไปและทางเลือกอื่นที่เรามองเห็นด้วย เพราะบางครั้งยิ่งคนเราลงทุนกับความสัมพันธ์ไปเยอะ ก็ยิ่งมีสิ่งที่ต้องสูญเสียถ้าความสัมพันธ์นั้นจบลง
เพราะฉะนั้นมันเลยอาจเกิดได้ทั้งสองแบบ
บางคนรู้ตัวว่าตัวเองพยายามอยู่คนเดียวแล้วเหนื่อยจนเดินออกมา
แต่บางคนยิ่งรู้สึกว่าตัวเองลงทุนไปเยอะ ก็กลับยิ่งถอนตัวออกมายากกว่าเดิม
มันยังมีด้วยซ้ำกรณีที่บางคนทำเป็นไม่สนใจ เพราะอยากให้อีกฝ่ายสนใจมากกว่าเดิมอะไรแบบนี้ แต่เรื่องแบบนี้เราก็คิดว่าไม่ควรเอาไปเหมารวมอีกเหมือนกันว่าผู้หญิงเป็นแบบนี้ หรือผู้ชายเป็นแบบนั้น เพราะมันเป็นพฤติกรรมของคนบางคนมากกว่า
ส่วนกรณีที่บอกว่า ผู้หญิงจะไม่สนใจผู้ชายเพราะเธอเป็นฝ่ายพยายามมากกว่า อันนี้ตอนแรกเราคิดกลับกันด้วยซ้ำ
คือเรารู้สึกว่าถ้าใครสักคนต้องเป็นฝ่ายพยายามมากกว่า ต้องตามมากกว่า ต้องเป็นคนประคองความสัมพันธ์มากกว่า บางทีคนคนนั้นต่างหากที่อาจจะเป็นฝ่ายที่กลัวสูญเสียความสัมพันธ์มากกว่า
แต่ตรงนี้เราก็คิดอีกทีว่า มันก็ไม่ควรเอาไปตั้งเป็นกฎเหมือนกันว่า “ฝ่ายที่ไล่ตามคือฝ่ายที่รักมากกว่า” หรือ “ฝ่ายที่ถูกตามคือฝ่ายที่ไม่สนใจ”
เพราะความสัมพันธ์ของคนมันไม่ได้ตรงไปตรงมาขนาดนั้น
บางคนเป็นคนไม่ค่อยแสดงออกแต่รักมากก็มี
บางคนพูดเก่ง แสดงออกเก่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะผูกพันมากกว่าอีกคนก็ได้
แล้วคำว่า “พยายามมากกว่า” เองก็ไม่ได้วัดง่ายขนาดนั้นด้วย
คนหนึ่งอาจเป็นฝ่ายทักก่อนตลอด แต่อีกคนเป็นคนจัดการปัญหาทุกอย่างให้
คนหนึ่งอาจแสดงความรักด้วยคำพูดเยอะกว่า แต่อีกคนแสดงออกด้วยการดูแลชีวิตประจำวัน
หรือในบางช่วงของชีวิต คนหนึ่งอาจต้องเป็นฝ่ายแบกความสัมพันธ์มากกว่า เพราะอีกคนกำลังเจอปัญหาบางอย่างอยู่ก็ได้
เพราะฉะนั้น effort ในความสัมพันธ์ไม่จำเป็นต้องออกมาเป็น 50/50 ในรูปแบบเดียวกันตลอดเวลา
สิ่งที่น่าจะสำคัญกว่าคือ ในระยะยาวเรายังรู้สึกไหมว่า อีกฝ่ายตอบสนองต่อสิ่งที่เราให้ไป และความสัมพันธ์นี้ไม่ได้ถูกแบกอยู่โดยคนเพียงคนเดียว
เพราะเรื่องความไม่สมดุลในความสัมพันธ์ก็มีหลักฐานอีกด้านเหมือนกัน คนที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายให้มากกว่าสิ่งที่ได้รับกลับมาเป็นเวลานาน ๆ ก็มีโอกาสรู้สึกพึงพอใจและผูกพันกับความสัมพันธ์ลดลงได้
ดังนั้น quote ต้นทางก็ไม่ได้ผิดทั้งหมด
การต้องเป็นฝ่ายพยายามอยู่คนเดียวเป็นเวลานาน ๆ สามารถทำให้คนเหนื่อยและค่อย ๆ หมดใจกับความสัมพันธ์ได้จริง
แต่คำว่า
“ผู้หญิงจะหมดความสนใจทันทีที่เธอรู้ว่าเธอพยายามมากกว่า”
มันเด็ดขาดเกินไป
เราก็เลยไม่ค่อยจะเชื่อโมเดลที่เวลาใครสักคนเอ่ยขึ้นมาแล้วบอกว่า
“ผู้หญิงจะ…”
หรือ
“ผู้ชายจะ…”
อะไรแบบนี้
คือเราไม่รู้ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายทั้งหมดเป็นแบบไหนหรอก เพราะประชากรบนโลกมันเยอะมาก แล้วมนุษย์แต่ละคนก็มีประสบการณ์ บุคลิก ความผูกพัน วิธีแสดงความรัก และบริบทของความสัมพันธ์ไม่เหมือนกัน
ถ้าเรามีงานวิจัยหรือผลสำรวจ เราอาจพูดได้ว่า “ในกลุ่มตัวอย่างนี้พบแนวโน้มแบบนี้”
แต่ถ้าเราไม่ได้ไปสำรวจจริง ๆ ว่าคนส่วนมากเป็นแบบนี้หรือเปล่า ไอ้ความคิดที่ออกมามันก็เลยกลายเป็นความคิดประมาณว่า
“ฉันคิดว่าผู้หญิงน่าจะเป็นแบบนี้”
หรือ
“ฉันคิดว่าผู้ชายน่าจะเป็นแบบนี้”
มากกว่า
ซึ่งมันต่างกันมากระหว่าง
สิ่งที่เรารู้สึกว่ามันน่าจะจริง
กับ
สิ่งที่เรารู้ว่ามันจริง
แล้วบางทีประโยคเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ฟังแล้ว “จริงมาก” ตั้งแต่ครั้งแรกที่อ่าน
พอเราหยุดคิดกับมันเพิ่มอีกสักหน่อย
เราอาจพบว่ามันไม่ได้ผิด
แต่มันก็ไม่ได้จริงกับทุกคนขนาดนั้นเหมือนกัน
