กษัตริย์คนแรกของอังกฤษคือใคร?
กษัตริย์คนแรกของอังกฤษคือใคร?

ไปเจอในเธรดเค้าเล่ามา น่าสนใจ
ถ้าถามว่า “กษัตริย์คนแรกของอังกฤษคือใคร?” คำถามนี้ดูเหมือนง่าย แต่จริง ๆ ตอบยากกว่าที่คิด เพราะก่อนจะมี “อังกฤษ” แบบที่เรารู้จักทุกวันนี้ บนเกาะบริเตนเคยมีอาณาจักรเล็ก ๆ หลายแห่ง แต่ละแห่งก็มีกษัตริย์ของตัวเอง บางช่วงมีชาวโรมันเข้ามาปกครอง บางช่วงมีแองโกล-แซกซัน บางช่วงมีไวกิ้ง และแต่ละกลุ่มก็แย่งอำนาจกันไปมาอยู่หลายร้อยปี
เพราะฉะนั้น ถ้าเราย้อนกลับไปไกลมากแล้วถามว่า “คนแรกคือใคร” มันจะติดปัญหาทันทีว่า เรากำลังหมายถึงกษัตริย์ของแคว้นไหน หรือกษัตริย์ของ “อังกฤษ” ในความหมายไหน
แต่ถ้าถามในความหมายว่า ใครมักถูกนับว่าเป็นกษัตริย์องค์แรกของอังกฤษที่รวมดินแดนสำคัญเข้าด้วยกันได้ ชื่อที่มักถูกพูดถึงคือ Athelstan หรือ Æthelstan ซึ่งครองราชย์ระหว่าง ค.ศ. 924–939 เขายึดยอร์กได้ในปี 927 และขยายอำนาจจนได้รับการยอมรับในฐานะ “King of the English” จึงมักถูกมองว่าเป็นกษัตริย์องค์แรกของอังกฤษในความหมายของอาณาจักรที่รวมตัวชัดขึ้นแล้ว
ตรงนี้ทำให้เรื่องหนึ่งที่คนชอบเข้าใจผิดต้องแก้ก่อนเลย คือ อังกฤษไม่ได้เริ่มต้นตอน William the Conqueror บุกมาในปี 1066
ก่อน William จะมา อังกฤษมีกษัตริย์ มีระบบการปกครอง มีกฎหมาย มีการเก็บภาษี และมีโครงสร้างรัฐอยู่แล้ว เว็บไซต์ราชวงศ์อังกฤษเองก็อธิบายว่ากระบวนการรวมดินแดนและสร้างระบบปกครองส่วนกลางเริ่มมาตั้งแต่ช่วง Offa, Alfred the Great, Edward the Elder และ Athelstan ก่อน Norman Conquest หลายชั่วคน
William the Conqueror สำคัญมาก แต่ความสำคัญของเขาคือ เขายึดอาณาจักรอังกฤษที่มีอยู่แล้ว แล้วเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจของมันครั้งใหญ่
ปี 1066 William ซึ่งเป็น Duke of Normandy ข้ามช่องแคบอังกฤษเข้ามา เอาชนะ King Harold II ที่ Battle of Hastings แล้วขึ้นเป็นกษัตริย์อังกฤษ เหตุการณ์นี้เรียกว่า Norman Conquest และทำให้ชนชั้นปกครองของอังกฤษเปลี่ยนไปอย่างมาก จากชนชั้นนำแองโกล-แซกซันไปเป็นขุนนางนอร์มันจำนวนมาก ราชสำนัก ภาษา กฎหมาย ที่ดิน และวัฒนธรรมของประเทศก็เปลี่ยนตามไปด้วย
หลายร้อยปีต่อมา จึงเกิดแนวคิดที่เรียกว่า Norman Yoke หรือ “แอกนอร์มัน”
แนวคิดนี้เล่าว่า ก่อนปี 1066 คนอังกฤษเคยมีเสรีภาพบางอย่าง แล้วถูกผู้พิชิตชาวนอร์มันเอาอำนาจมาครอบไว้ แต่เราต้องเข้าใจว่ามันไม่ใช่ข้อเท็จจริงง่าย ๆ ว่า “คนอังกฤษทุกยุคคิดว่า William เป็นผู้รุกรานต่างชาติ”
นักประวัติศาสตร์มองว่า Norman Yoke เป็น เรื่องเล่าทางการเมืองที่ถูกหยิบมาใช้ในยุคหลัง โดยเฉพาะในปลายยุคกลางและเด่นมากในศตวรรษที่ 17 เพื่อพูดเรื่องสิทธิของชาวอังกฤษและต่อต้านอำนาจที่ถูกมองว่าเกินขอบเขต หลักฐานที่ Oxford กล่าวถึงชัด ๆ ยังชี้ว่าความคิดนี้มีร่องรอยอย่างน้อยตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 13 และถูกนำกลับมาใช้อย่างเข้มข้นก่อนและระหว่างความขัดแย้งทางการเมืองในศตวรรษที่ 17
แล้วเรื่องก็ยิ่งสนุกขึ้นเมื่อเราไปถึง King Arthur
ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 12 มีนักบวชและนักเขียนชื่อ Geoffrey of Monmouth เขียนหนังสือภาษาละตินชื่อ Historia Regum Britanniae หรือ The History of the Kings of Britain หนังสือเล่มนี้เสร็จราวช่วง ค.ศ. 1123–1139 และโด่งดังมากในยุโรปยุคนั้น
แปลว่าต้องแก้จุดหนึ่งด้วยว่า Geoffrey ไม่ใช่นักเขียนศตวรรษที่ 11 แต่เป็น ศตวรรษที่ 12
และหนังสือของเขาไม่ได้เป็น “ประวัติศาสตร์” ในความหมายแบบงานวิชาการปัจจุบัน นักประวัติศาสตร์จัดมันเป็นเรื่องเล่ากึ่งประวัติศาสตร์หรือ pseudo-history มีทั้งเรื่องจริง ตำนาน และเรื่องแต่งผสมกัน ตั้งแต่ Brutus ลูกหลานของวีรบุรุษเมืองทรอย ไปจนถึง Merlin และ King Arthur
แต่สิ่งสำคัญคือ Geoffrey ไม่ได้สร้าง King Arthur ขึ้นมาจากศูนย์
เรื่องของ Arthur มีอยู่ก่อนแล้วในประเพณีของชาวเวลส์และงานเขียนก่อน Geoffrey เพียงแต่ Geoffrey เป็นคนสำคัญมากที่เอาเรื่องเหล่านั้นมาขยายให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ และช่วยผลัก King Arthur ให้เข้าสู่โลกวรรณกรรมยุโรปอย่างจริงจัง
ส่วน Arthur มีตัวตนจริงหรือไม่ ทุกวันนี้ยังไม่มีหลักฐานหนักแน่นพอที่จะยืนยันว่า “King Arthur” แบบในตำนานเคยมีตัวตนจริง นักประวัติศาสตร์จึงมักพูดอย่างระมัดระวังว่า อาจมีบางคนเป็นต้นแบบ หรืออาจเป็นการรวมเรื่องของนักรบหลายคนเข้าด้วยกัน แต่ Arthur แบบที่เรารู้จักในวันนี้เป็นผลผลิตของตำนานที่ถูกแต่งเติมมาหลายร้อยปี
ที่ตลกคือ Arthur ที่เรารู้จักทุกวันนี้ก็ยังไม่ใช่ Arthur เวอร์ชันของ Geoffrey ด้วยซ้ำ
Lancelot ไม่ได้อยู่ในเรื่องของ Geoffrey และ Holy Grail หรือจอกศักดิ์สิทธิ์ ก็ยังไม่ได้เป็นหัวใจของเรื่อง Arthur ในงานนั้น องค์ประกอบเหล่านี้ถูกนักเขียนรุ่นหลัง โดยเฉพาะนักประพันธ์ฝรั่งเศสในคริสต์ศตวรรษที่ 12–13 เติมเข้ามาเรื่อย ๆ จนกลายเป็นจักรวาล Arthurian แบบที่เราคุ้นเคยในวันนี้
พูดแบบภาษาปัจจุบันได้เลยว่า
ตำนาน King Arthur คือแฟนฟิคที่มีคนเขียนต่อกันเป็นร้อย ๆ ปี จน lore ที่แฟนรุ่นหลังแต่งเพิ่ม กลายเป็น canon ในความทรงจำของคนส่วนใหญ่ไปแล้ว
และตรงนี้แหละที่เราว่าสนุกมาก
เพราะถ้าถามว่า “ใครคือกษัตริย์คนแรกของอังกฤษ?”
คำตอบหนึ่งอาจเป็น Athelstan ถ้าหมายถึงกษัตริย์ของอังกฤษที่รวมตัวเป็นอาณาจักรชัดเจน
William the Conqueror สำคัญมาก แต่เขาไม่ใช่คนที่สร้างอังกฤษขึ้นมาจากศูนย์ เขาเป็นผู้พิชิตที่เข้ามาเปลี่ยนอังกฤษที่มีอยู่แล้ว
ส่วน King Arthur ซึ่งอาจเป็นกษัตริย์อังกฤษที่คนทั่วโลกรู้จักมากที่สุด กลับเป็นคนที่เราไม่สามารถยืนยันได้ด้วยซ้ำว่าเคยมีตัวตนจริง
แล้วมันก็เกิดความย้อนแย้งที่น่าสนใจมาก
กษัตริย์ที่มีหลักฐานจริง คนทั่วไปอาจจำชื่อไม่ได้
แต่กษัตริย์ที่เราไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเคยมีจริงหรือเปล่า กลับมีทั้งดาบ Excalibur พ่อมด Merlin อัศวินโต๊ะกลม Lancelot และจอกศักดิ์สิทธิ์ จนกลายเป็นหนึ่งในตำนานที่ดังที่สุดในโลก
ประวัติศาสตร์เลยไม่ได้มีแค่คำถามว่า
“อะไรเกิดขึ้นจริง?”
แต่มันยังมีอีกคำถามหนึ่งที่สนุกไม่แพ้กันว่า
“คนรุ่นหลังเลือกจะจำเรื่องไหน และทำไมเรื่องนั้นถึงอยู่รอดมาถึงเรา?”
ส่วนประโยคที่ว่า “อังกฤษมีประวัติศาสตร์ก่อนไทยมีชาติ” ถ้าจะพูดให้แม่น เราว่าไม่ควรเทียบตรง ๆ เพราะคำว่า ชาติ ในความหมายสมัยใหม่เป็นแนวคิดที่เกิดทีหลังทั้งอังกฤษและไทย
พูดง่ายและปลอดภัยกว่าคือ
อังกฤษมีงานเขียนเล่าอดีตและรัฐการเมืองที่สืบย้อนไปก่อนการก่อตั้งสุโขทัยหลายร้อยปี
แต่ทั้งอังกฤษและดินแดนที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบันก็มีผู้คน ชุมชน รัฐ และประวัติศาสตร์ก่อนจะเกิด “ชาติสมัยใหม่” เหมือนกัน
และบางทีเรื่องนี้ก็ทำให้เห็นชัดมากว่า
ประวัติศาสตร์ของประเทศหนึ่ง ไม่ได้เริ่มในวันที่ใครสักคนประกาศว่า “ประเทศเราเริ่มตรงนี้”
มันค่อย ๆ ต่อกันมาจากเมืองเล็ก เมืองใหญ่ สงคราม ภาษา ตำนาน การแต่งเรื่อง และความทรงจำของคนหลายยุค
จนวันหนึ่งเราหันกลับไปมอง แล้วเรียกสิ่งทั้งหมดนั้นว่า
“ประวัติศาสตร์ของเรา”
