เราไปเจอข้อความหนึ่งมา ประมาณว่า
บางคนเป็นฝ่ายทำร้ายคุณก่อน ทั้งพูดให้เสียหาย ใส่ร้าย ปั่นหัว หรือทำหลายอย่างจนคุณทนไม่ไหว แต่พอวันที่คุณลุกขึ้นมาตอบโต้ เขากลับเลือกเล่าเฉพาะสิ่งที่คุณทำกลับไป แล้ววางตัวเองไว้ในบทบาทของ “เหยื่อ” โดยไม่พูดถึงเลยว่าก่อนหน้านั้นตัวเองทำอะไรไว้บ้าง
เราอ่านแล้วรู้สึกว่าเรื่องแบบนี้น่าสนใจตรงที่ บางครั้งสิ่งที่ทำให้เราเข้าใจความขัดแย้งผิดไปทั้งหมด ไม่ใช่เพราะสิ่งที่ถูกเล่าเป็นเรื่องโกหก
แต่มันอาจเป็นเพราะ เรื่องนั้นเริ่มเล่าช้าเกินไป
อย่าตัดสินทั้งเรื่องจากฉากที่อีกฝ่ายตอบโต้
เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้จริง
บางคนเป็นฝ่ายกดดันก่อน พูดให้เสียหาย ใส่ร้าย ปั่นหัว ล้ำเส้น หรือทำอะไรบางอย่างซ้ำ ๆ จนอีกฝ่ายทนไม่ไหว
แต่พอวันที่อีกฝ่ายลุกขึ้นมาตอบโต้
เรื่องที่ถูกเล่ากลับเริ่มต้นตรงนั้นพอดี
“เขาด่าฉัน”
“เขาทำกับฉันแบบนี้”
“ดูสิว่าเขาร้ายแค่ไหน”
โดยไม่มีตอนก่อนหน้าว่า แล้วก่อนที่คนคนนั้นจะระเบิดออกมา เกิดอะไรขึ้นกับเขาบ้าง
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเวลาเราได้ฟังเรื่องความขัดแย้งจากฝ่ายเดียว เราพยายามไม่รีบตัดสินจาก “ฉากสุดท้าย”
เพราะ คนที่ตอบโต้แรงที่สุดในเหตุการณ์หนึ่ง ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่เริ่มต้นทำร้ายก่อนเสมอไป
แต่ในอีกด้านหนึ่ง การถูกทำร้ายก่อนก็ไม่ได้ทำให้ทุกการตอบโต้กลายเป็นสิ่งที่ถูกต้องโดยอัตโนมัติ
สองอย่างนี้เป็นจริงพร้อมกันได้
เราสามารถบอกว่า
“สิ่งที่คุณทำตอบโต้กลับไปอาจไม่โอเค”
พร้อมกับถามต่อว่า
“แล้วก่อนหน้านั้น เขาทำอะไรกับคุณมาบ้าง?”
เพราะการอธิบายต้นเหตุไม่ใช่การแก้ตัวให้การกระทำทุกอย่าง
แต่การตัดต้นเหตุออกจากเรื่อง ก็สามารถทำให้ความหมายของทั้งเหตุการณ์เปลี่ยนไปเหมือนกัน
บางความสัมพันธ์ไม่ได้มีเหตุการณ์ใหญ่เพียงครั้งเดียว แต่มันคือเรื่องเล็ก ๆ ที่สะสม
คำพูดเดิม
การล้ำเส้นเดิม
การทำให้อีกฝ่ายสงสัยตัวเอง
การยั่วให้โกรธ
การดูถูก
การกล่าวหา
หรือการทำบางอย่างซ้ำแล้วซ้ำอีก
จนวันหนึ่งอีกฝ่ายตอบกลับ
แล้วถ้ามีคนหยิบเฉพาะวันนั้นออกมาเล่า คนที่ทนมาตลอดก็อาจกลายเป็นผู้ร้ายของเรื่องได้ทันที
เพราะฉะนั้นเวลาเราได้ยินว่า
“คนนั้นทำกับฉันแบบนี้”
บางทีคำถามที่ควรถามเพิ่มอาจไม่ใช่แค่
“เขาทำอะไร?”
แต่อาจเป็น
“ก่อนหน้านั้นเกิดอะไรขึ้น?”
“เรื่องนี้เกิดขึ้นครั้งเดียว หรือเป็นแพตเทิร์นมานานแล้ว?”
“ทั้งสองฝ่ายทำอะไรต่อกันบ้าง?”
เราไม่จำเป็นต้องเชื่อว่าใครเป็นคนดีหรือคนเลวจากเรื่องเล่าเพียงฉากเดียว
เพราะชีวิตจริงไม่ได้เริ่มต้นตรงช่วงที่มีคนเปิดกล้อง
ไม่ได้เริ่มตรงข้อความที่ถูกแคปมา
และไม่ได้เริ่มต้นตรงวันที่ใครคนหนึ่งหมดความอดทน
บางครั้งสิ่งที่เปลี่ยนความหมายของเรื่องทั้งหมด
ไม่ใช่ว่าใครเล่าดังกว่า
แต่คือ
เรื่องนั้นถูกเล่าครบหรือยัง
เรื่องเล่าที่ดี ไม่ว่าจะเป็นชีวิตจริง นิยาย หรือเพลง มักไม่ได้มีความหมายอยู่แค่ฉากสุดท้าย เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น “ก่อนหน้า” คือสิ่งที่ทำให้เราเข้าใจว่าตัวละครเดินมาถึงจุดนั้นได้อย่างไร
ถ้ากำลังสร้างเรื่องราวของตัวเอง ลองแวะดูงานสำหรับนักเขียนและนักสร้างสรรค์ของ Muimeisan ได้ที่นี่
