เราไปเจอโพสต์หนึ่ง ผู้หญิงถามว่าตัวเองผิดไหมที่ตัดสินใจเลิกกับแฟน หลังจากบังเอิญไปเห็นไฟล์ที่แฟนตั้งชื่อเป็นชื่อของเธอ
ในไฟล์นั้นไม่ได้มีแค่วันครบรอบหรือสิ่งที่เธอชอบ
แต่มีวันที่เธอมีประจำเดือน
วันที่ทั้งคู่ทะเลาะกัน
ระดับความโกรธของเธอ
ใช้เวลากี่ชั่วโมงถึงจะหาย
รวมถึงข้อสังเกตประมาณว่า
“ก่อนมีประจำเดือน 3 วัน มีโอกาสทะเลาะกันสูง”
ฝ่ายผู้ชายทำงานด้าน Data
เหตุผลของเขาคือ ตัวเองไม่เก่งเรื่องความสัมพันธ์ เลยใช้วิธีที่ตัวเองถนัดที่สุดในการพยายามทำความเข้าใจแฟน หารูปแบบของปัญหา และหวังว่าจะลดการทะเลาะกันได้
พอมองแบบนี้ มันก็มีมุมที่น่ารักอยู่เหมือนกันนะ
เขาไม่ได้จดเพื่อเอาไปประจาน
ไม่ได้เก็บไว้เพื่อชนะการทะเลาะ
อย่างน้อยจากเรื่องที่ถูกเล่ามา เจตนาของเขาคือ
“ฉันไม่เข้าใจเรื่องนี้เก่ง แต่ฉันอยากเข้าใจเธอ เลยพยายามใช้เครื่องมือที่ฉันถนัด”
ถ้าเป็นหนังโรแมนติก ก็คงมีคนมองว่านี่คือ Data Guy ที่พยายามรักใครสักคนด้วยภาษาของตัวเอง
แต่พอลองยืนอีกฝั่งหนึ่ง ความรู้สึกมันก็เปลี่ยนไปทันที
ลองนึกดูว่าเราไปเจอ spreadsheet ที่บันทึกว่า
วันนี้เราโกรธระดับ 8/10
ใช้เวลา 4.5 ชั่วโมงกว่าจะกลับมาคุยได้
อีกสามวันประจำเดือนจะมา
ความน่าจะเป็นที่จะทะเลาะสูงขึ้น
ถึงข้อมูลทุกอย่างจะเป็นเรื่องจริง เราก็อาจรู้สึกแปลก ๆ เหมือนกัน
เพราะสิ่งที่เราอยากได้จากคนรักอาจไม่ใช่คนที่สามารถพยากรณ์เราได้แม่นขึ้นเรื่อย ๆ
แต่อาจเป็นคนที่เดินมาถามว่า
“วันนี้เป็นอะไรหรือเปล่า”
ความแตกต่างเล็ก ๆ ตรงนี้สำคัญมาก
ระหว่าง
“ฉันกำลังพยายามทำความเข้าใจคุณ”
กับ
“ฉันกำลังสร้างโมเดลเพื่ออธิบายคุณ”
คนทำ Data น่าจะรู้ดีว่า Pattern มีประโยชน์มาก
แต่ Pattern ก็มีข้อจำกัดเหมือนกัน
เพราะมนุษย์ไม่ใช่ระบบที่ Input เดิมแล้วต้องได้ Output เดิมทุกครั้ง
ผู้หญิงคนหนึ่งทะเลาะกับแฟนก่อนมีประจำเดือนสามวันหลายครั้ง ไม่ได้แปลว่าประจำเดือนคือสาเหตุของทุกการทะเลาะ
บางครั้งวันนั้นแฟนอาจพูดไม่ดีจริง ๆ
บางครั้งเธออาจเหนื่อยจากงาน
บางครั้งปัญหาเดิมในความสัมพันธ์ยังไม่ได้รับการแก้
และบางครั้งเธอก็แค่โกรธ เพราะมีสิ่งที่ควรโกรธ
ถ้าเราเริ่มเชื่อโมเดลมากเกินไป วันหนึ่งคู่ของเราอาจพูดว่า
“ฉันไม่พอใจที่เธอทำแบบนี้”
แต่สิ่งที่เราได้ยินกลับกลายเป็น
“อ๋อ อีกสามวันประจำเดือนมา”
ตรงนั้น Data ไม่ได้ช่วยให้เราเข้าใจอีกฝ่ายแล้ว
มันอาจกลายเป็นเครื่องมือที่ทำให้เรา ไม่ต้องฟังเขาเสียด้วยซ้ำ
อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องของขอบเขต
การจดข้อมูลของตัวเองเป็นเรื่องหนึ่ง
แต่การสร้างบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับร่างกาย อารมณ์ และพฤติกรรมของคนอีกคนโดยที่เขาไม่รู้ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
แม้เจตนาจะดี คนที่ถูกบันทึกก็มีสิทธิ์รู้สึกไม่สบายใจได้
เพราะ Intent กับ Impact ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน
คนหนึ่งอาจคิดว่า
“ฉันทำเพราะรัก”
แต่อีกคนอาจรู้สึกว่า
“ฉันไม่ได้ถูกมองเห็น ฉันกำลังถูกสังเกต”
แล้วผู้หญิงผิดไหมที่เลิก?
เราว่าไม่จำเป็นต้องมีใคร “ผิด” ถึงจะเลิกกันได้
บางครั้งคนสองคนแค่มีขอบเขตเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวต่างกันมาก
ผู้ชายอาจไม่ได้เป็นคนไม่ดี
ผู้หญิงก็ไม่ได้จำเป็นต้องยอมรับสิ่งที่ทำให้ตัวเองรู้สึกไม่ปลอดภัย เพียงเพราะอีกฝ่ายมีเจตนาดี
ถ้าทั้งคู่คุยกันได้ อาจหาจุดกลางเจอ
เช่น ถ้าจะ track รอบเดือน ก็ track เพราะเจ้าตัวต้องการและยินยอม
ถ้าจะสังเกต pattern ของการทะเลาะ ก็ทำร่วมกัน
และเมื่อมีปัญหา Data อาจเป็นเพียงข้อมูลประกอบ
ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายว่าอีกฝ่าย “เป็นอะไร”
เพราะบางเรื่อง Data ช่วยให้เราเห็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็น
แต่บางเรื่อง สิ่งที่คนตรงหน้าต้องการมากที่สุดอาจไม่ได้ซับซ้อนขนาดนั้น
เขาอาจแค่ต้องการให้เราวางกราฟลง
หยุดวิเคราะห์สักพัก
แล้วถามเขาตรง ๆ ว่า
“ตอนนี้เธอรู้สึกยังไง?”
ความสัมพันธ์ไม่จำเป็นต้องต่อต้าน Data
แต่ Data ก็คงไม่ควรมาแทนที่ Empathy
เพราะคนรักไม่ใช่ Dataset ที่เราต้อง Predict ให้แม่นขึ้นทุกเดือน
บางครั้งการเข้าใจใครสักคน ไม่ได้เริ่มจากการหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร
แต่มันเริ่มจากการฟังเขาโดยไม่รีบอธิบายว่า
ทำไมเขาถึงรู้สึกแบบนั้น
