เอาจริงป่ะ บางทีเราก็ไม่ค่อยเข้าใจคาลิล ยิบรานนะ
ยกตัวอย่างเช่นประโยคนี้
“จงเว้นที่ว่างในความสัมพันธ์ระหว่างกัน ปล่อยให้สายลมของสรวงสวรรค์ร่ายรำระหว่างคุณ”
คาลิล ยิบราน (Kahlil Gibran)
ประโยคต้นฉบับมาจากบท On Marriage ใน The Prophet ของ Kahlil Gibran และถ้าอ่านต่อทั้งย่อหน้า จะเห็นว่าเขาไม่ได้หมายถึง “เว้นระยะเพราะเดี๋ยวจะเบื่อกัน” อย่างเดียว แต่กำลังพูดถึงการ รักกันโดยยังคงเป็นคนสองคนอยู่ ไม่ใช่หลอมจนเหลือชีวิตเดียวกันไปหมด
เพราะหลังจากประโยคนี้ เขายังเขียนต่อในทำนองว่า
รักกันได้ แต่ไม่ต้องทำให้ความรักกลายเป็นพันธนาการ
เติมถ้วยให้อีกคนได้ แต่ไม่ต้องดื่มจากถ้วยเดียวกัน
ร้องเพลงและเต้นรำด้วยกันได้ แต่แต่ละคนก็ยังอยู่คนเดียวได้
เหมือนสายพิณหลายสายที่แยกกันอยู่ แต่สั่นไปกับเพลงเดียวกัน
คือเราเข้าใจว่าความสัมพันธ์มันต้องมีที่ว่าง เพราะถ้ามันไม่มีที่ว่างเลย มันจะไม่เหลือที่ให้จินตนาการด้วย แล้วสุดท้ายมันก็อาจทำให้เราเบื่อกันในที่สุด ถูกป่ะ
แต่อีกนัยหนึ่ง เราก็เข้าใจประโยคนี้ว่า
ปล่อยให้มันมี Space เพื่อให้สิ่งต่าง ๆ ดำเนินไปอย่างสวยงามในแบบของมัน
อะไรประมาณนี้หรือเปล่า
สำหรับเราถามว่าเราเห็นด้วยไหม เราก็เห็นด้วยในระดับหนึ่ง
ความสัมพันธ์มันก็ต้องมีความใกล้ชิดด้วย แล้วก็มีระยะห่างด้วยในเวลาเดียวกัน เพราะการมีระยะห่างทำให้เรารู้สึกคิดถึงกันบ้าง รู้สึกอยากกลับมาเจอกัน อยากใช้เวลาร่วมกัน แล้วมันก็น่าจะช่วยให้เราอยากรักษาความสัมพันธ์นั้นมากกว่าอยู่ใกล้กันตลอดเวลาหรืออยู่ด้วยกันตลอดเวลา เพราะแบบนั้นมันก็เกิดอาการเบื่อได้เหมือนกันนั่นแหละ
สำหรับเราถ้าเป็นตอนนี้ เราคิดว่าความสัมพันธ์ที่ดีควรมีพื้นที่ในระดับหนึ่ง
ไม่ได้หมายความว่าจะต้องห่างกันตลอดเวลา
หรืออยู่ใกล้กันตลอดเวลา
แต่มีพื้นที่ที่แต่ละคนได้หายใจ ได้ไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ตัวเองอยากทำ หรือใช้ชีวิตในแบบของตัวเองบ้าง แล้วพอมาเจอกันก็ใช้เวลาร่วมกันอย่างมีความหมาย
คำว่า
“รักกันได้ แต่ไม่ต้องทำให้ความรักกลายเป็นพันธนาการ”
สำหรับเราก็หมายถึง เราไม่จำเป็นจะต้องให้ความรักมาผูกมัดว่าเราจะต้องอยู่ด้วยกันตอนไหนบ้าง ต้องห่างกันตอนไหนบ้าง หรือมีกฎตายตัวไปทั้งหมด
บางอย่างใช้ความรู้สึกเป็นตัวตัดสินก็ได้
ตอนไหนเราอยากอยู่ด้วยกันก็อยู่
ตอนไหนอยากมีพื้นที่ของตัวเองก็มี
ตอนไหนอยากไปเริ่มสิ่งที่ตัวเองอยากทำก็ไปทำ
อยากมีความคิดเป็นของตัวเองก็มีได้
เพราะการรักใครไม่ได้แปลว่าเราต้องเลิกเป็นตัวเอง
ส่วนคำว่า
“เติมถ้วยให้อีกคนได้ แต่ไม่ต้องดื่มจากถ้วยเดียวกัน”
เราก็เข้าใจคล้าย ๆ กัน
คือแต่ละคนมีถ้วยของตัวเอง
มีเวลาเป็นของตัวเอง
มีชีวิตเป็นของตัวเอง
แล้วพอมาเจอกัน เราก็มาเติมเต็มซึ่งกันและกัน
ไม่ใช่ว่าเราต้องแย่งเวลาของกันเอง แล้วพยายามให้อีกคนอยู่ในชีวิตเราตลอดเวลา จนกระทั่งเสน่ห์ที่เคยมีมันหายไป
เพราะบางทีเสน่ห์ของคนคนหนึ่งก็มาจากการที่เขามีโลกของเขาเองนี่แหละ
มีเรื่องที่เขาสนใจ
มีอะไรที่เขาอยากทำ
มีพื้นที่ที่เขาไปเติบโต
มีเรื่องใหม่ ๆ กลับมาเล่าให้เราฟัง
ถ้าเราดึงเขามาไว้กับเราทุกนาที สุดท้ายมันอาจไม่เหลืออะไรใหม่ให้ค้นพบกันเลยก็ได้
ที่เราบอกว่าเราไม่ค่อยเข้าใจคน ๆ นี้ ก็เพราะว่าเขาเขียนอะไรลึกซึ้งเหลือเกิน
ลึกซึ้งแบบเหมือนเข้าใจมนุษย์ได้ดีจนมองทะลุไปถึงแก่นว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ส่วนมากมันเกิดขึ้นเพราะอะไร
แล้วส่วนหนึ่งมันก็อาจเกิดจากการที่ ไม่มี Space ให้กันเลย
เราเคยได้ยินเรื่องหนึ่งจากคนรักของเราเองพูดถึง
นั่นก็คือเรื่อง ชั่วฟ้าดินสลาย
ตัวละครถูกล่ามโซ่เข้าหากัน จนไม่มีเวลาส่วนตัวเป็นของตัวเองเลย ต้องอยู่ด้วยกันตลอด 24 ชั่วโมง
ตอนแรกฟังดูเหมือน
อ้าว ก็รักกันมากไม่ใช่เหรอ
ได้อยู่ด้วยกันตลอดไม่ดีเหรอ
แต่พอเอาเข้าจริง มันกลับกลายเป็นอะไรที่หลอนมากกว่าโรแมนติก
จากความรัก กลายเป็นความเบื่อ
จากความคิดถึง กลายเป็นความเอียน
จากความอยากอยู่ใกล้ กลายเป็นความรู้สึกว่าอยากหนีออกไปให้ไกลที่สุด
ตรงนี้แหละที่ทำให้เราเข้าใจเรื่อง Space มากขึ้น
เพราะความรักไม่ได้ต้องการแค่ความใกล้ชิดอย่างเดียว
มันต้องการ อากาศ
ต้องมีที่ว่างให้อีกคนได้เป็นตัวเอง
ได้คิดเอง
ได้ใช้ชีวิตเอง
ได้ไปทำอะไรในแบบของเขา
ได้มีโลกบางส่วนที่ไม่ได้มีเราอยู่ทุกวินาที
และเราก็ต้องมีพื้นที่แบบนั้นเหมือนกัน
ไม่อย่างนั้นมันคงไม่เรียกว่าความสัมพันธ์ที่ดีได้
เราเลยคิดว่าประโยคของคาลิล ยิบรานที่ว่า
“ปล่อยให้สายลมของสรวงสวรรค์ร่ายรำระหว่างคุณ”
อาจไม่ได้หมายถึงแค่
“อยู่ห่างกันบ้างจะได้คิดถึง”
แต่มันอาจหมายถึง
อย่าอยู่ใกล้กันจนไม่มีอะไรเคลื่อนไหวได้อีกเลย
เพราะถ้าเราเอาคนสองคนมาประกบติดกันแน่นเกินไป
ลมก็ผ่านไม่ได้
แสงก็ผ่านไม่ได้
แต่ละคนก็ไม่มีพื้นที่ให้เติบโต
บางทีความรักที่ดีจึงไม่ใช่การลดระยะห่างให้เหลือศูนย์
แต่มันคือการหาระยะที่พอดี
ใกล้พอที่จะรู้ว่าอีกคนยังอยู่
แต่ห่างพอที่จะยังเห็นว่าเขาเป็นใคร
คิดถึงกันได้
อยู่ด้วยกันได้
รักกันได้มาก
แต่ก็ยังมีพื้นที่ให้ต่างคนต่างเป็นตัวเอง
แล้วพอกลับมาเจอกันอีกครั้ง
ก็ยังมีอะไรบางอย่างให้ค้นพบในกันและกันอยู่เสมอ
สำหรับเรา นั่นน่าจะเป็น Space ที่ยิบรานกำลังพูดถึง
ไม่ใช่พื้นที่ของความห่างเหิน
แต่เป็น
พื้นที่ที่ทำให้ความรักยังหายใจได้

