COLLECTOR

เครื่องมือเปลี่ยนไป แต่เรายังเป็นศิลปินคนเดิม

Diaries
September 16, 2026

เครื่องมือเปลี่ยนไป แต่เรายังเป็นศิลปินคนเดิม

เครื่องมือเปลี่ยนไป แต่เรายังเป็นศิลปินคนเดิม

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา วิธีทำงานศิลปะของเราเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก

งานปัจจุบันของเราหลายชิ้นมี AI เข้ามาช่วยในบางขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการทดลองภาพ การลงสี การเรนเดอร์ การเก็บรายละเอียด หรือการพัฒนาภาพจากสิ่งที่เราวาดและสร้างไว้ก่อนหน้า

เราอยากพูดเรื่องนี้ตรง ๆ เพราะไม่คิดว่ามีเหตุผลอะไรที่ต้องปิดบังว่าเราใช้เครื่องมืออะไร

แต่ถ้าจะอธิบายว่าทำไมกระบวนการของเราถึงเปลี่ยน ก็คงต้องย้อนกลับไปพูดถึงชีวิตของเราด้วย

เราอยู่กับไบโพลาร์มาประมาณ 18 ปี เคยเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลหลายครั้ง และใช้ชีวิตร่วมกับการรักษามาเป็นเวลานาน

ผลข้างเคียงอย่างหนึ่งที่กระทบกับการเป็นนักวาดของเรามากคืออาการมือสั่น

ทุกวันนี้เราควบคุมมือได้ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากแล้ว เรายังวาดได้ และยังวาดอยู่

แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ เราไม่สามารถนั่งทำงานยาว ๆ ด้วยพลังและสมาธิแบบเดียวกับเมื่อยี่สิบปีก่อนได้ตลอดเวลา

สำหรับเรา การสร้างงานที่ต้องใช้เวลาหลายสิบชั่วโมงต่อชิ้นเริ่มเหนื่อยขึ้น ทั้งทางร่างกายและทางความคิด

วันหนึ่งเราเลยต้องยอมรับความจริงง่าย ๆ ว่า

ถ้าเรายังอยากสร้างงานต่อ เราอาจต้องเปลี่ยนวิธีสร้างงาน

และตรงนี้เราอยากพูดให้ชัดมากว่า

เราไม่ได้เล่าเรื่องอาการป่วยเพื่อใช้เป็นข้ออ้างว่า เพราะเราป่วย เราจึงมีสิทธิ์ใช้ AI

ต่อให้ไม่มีเรื่องสุขภาพเข้ามาเกี่ยวข้อง เราก็คิดว่าศิลปินแต่ละคนมีสิทธิ์เลือกเครื่องมือที่เหมาะกับวิธีสร้างงานของตัวเองอยู่แล้ว

สุขภาพเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ทำให้เราเริ่มมองหา workflow ใหม่

แต่เหตุผลที่เรายังใช้มันต่อมาจนถึงวันนี้มีอีกข้อหนึ่งที่ง่ายมาก

เราสนุกกับมันจริง ๆ

เราสนุกกับการทดลอง

สนุกกับการโยนความคิดหลายแบบออกมาแล้วเลือกว่าทางไหนใช่

สนุกกับการเอางานเก่าของตัวเองกลับมามองใหม่

สนุกกับการสร้างตัวละคร สร้างโลก เปลี่ยนองค์ประกอบ ปรับสี รื้อภาพ แล้วประกอบมันขึ้นมาใหม่

บางครั้งผลลัพธ์ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ เราก็ทิ้ง

บางครั้งภาพออกมาสวย แต่ไม่เหมือนเรา เราก็ไม่เอา

บางครั้งต้องแก้หลายรอบมากกว่าจะได้สิ่งที่เรามองแล้วรู้สึกว่า

เออ นี่แหละเรา

สำหรับเรา จุดนี้สำคัญมาก

เพราะการสร้างงานศิลปะไม่ได้มีแค่คำถามว่า

“มือใครเป็นคนลงทุกเส้น?”

แต่มันยังมีคำถามว่า

ใครเป็นคนคิดว่าภาพนี้ควรพูดเรื่องอะไร

ใครเลือกว่าตัวละครควรเป็นแบบไหน

ใครเลือกองค์ประกอบ

ใครเลือกสี

ใครเลือกว่าจะเก็บอะไรและทิ้งอะไร

ใครรู้ว่าตรงไหนยังไม่ใช่

และใครเป็นคนบอกว่า

พอแล้ว งานนี้คือสิ่งที่เราอยากพูด

สิ่งหนึ่งที่เราได้เรียนรู้หลังจากร่างกายเปลี่ยนไปคือ

เราอาจไม่ได้มี “มือ” แบบเดิม

แต่เรายังมี “ตา”

เรายังมองออกว่าภาพสมดุลหรือไม่

สียังเป็นภาษาของเราหรือเปล่า

ตัวละครยังให้ความรู้สึกเหมือนโลกของเราหรือไม่

องค์ประกอบกำลังพูดสิ่งที่เราอยากพูดหรือเปล่า

และบางอย่างถึงจะสวยมาก เราก็ยังรู้ได้ทันทีว่า

นี่ไม่ใช่งานของเรา

สายตาแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นภายในวันเดียว

มันมาจากการวาดรูป การดูงาน การทำงาน การลองผิดลองถูก และการสร้างสิ่งต่าง ๆ มาหลายปี

เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราอยากรักษาไว้ที่สุดไม่ใช่วิธีทำงานแบบเดิมทุกขั้นตอน

แต่คือ วิธีที่เรามองโลก

เราจึงเริ่มสร้าง workflow ที่เอาหลายอย่างมารวมกัน

ทั้งการวาดด้วยมือ

งานเก่าของเรา

คลังภาพและตัวละครที่เราสร้างไว้

เครื่องมือดิจิทัล

การตัดต่อ

การวาดทับ

การเลือก

การแก้

และ AI-assisted process

ไม่ได้มีสูตรตายตัวว่าทุกภาพต้องใช้เหมือนกัน

บางภาพเราใช้ AI มาก

บางภาพใช้น้อย

บางภาพเริ่มจากงานมือ

บางภาพเอาของเก่าที่เราวาดไว้มาต่อยอด

บางภาพทดลองหลายสิบทางก่อนเลือกเหลือทางเดียว

สำหรับเรา เครื่องมือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการ

ส่วนสิ่งที่เราอยากรับผิดชอบด้วยตัวเองคือ ผลลัพธ์สุดท้ายและการตัดสินใจของเรา

อีกเรื่องหนึ่งที่เราอยากพูดอย่างระมัดระวังคือ หลังจากเริ่มทำงานด้วยวิธีนี้ เรารู้สึกว่าตัวเองกลับมามีแรงสร้างงานมากขึ้น

เราไม่ได้หมายความว่า AI รักษาไบโพลาร์

ไม่ได้หมายความว่ามันรักษาอาการมือสั่น

และไม่ได้แนะนำให้ใครใช้มันแทนการรักษาทางการแพทย์

เราแค่พูดถึงประสบการณ์ของตัวเองเท่านั้น

เวลาที่เราคิดบางอย่างไว้ในหัว แล้วค่อย ๆ ทำจนมันกลายเป็นภาพที่เราชอบ

เวลาที่เราเห็นตัวละครตัวหนึ่งมีชีวิตขึ้นมา

หรือเห็นโลกที่มีอยู่แต่ในหัวเริ่มมีรูปร่างจริง ๆ

ใจเรามันฟู

และความรู้สึกเล็ก ๆ แบบนั้นทำให้เราอยากตื่นมาทำงานชิ้นต่อไป

สำหรับคนอื่นมันอาจเป็นเรื่องธรรมดา

แต่สำหรับคนที่เคยมีช่วงเวลาที่รู้สึกว่า การสร้างงานซึ่งเคยรักกลับเหนื่อยเหลือเกิน

การได้รู้สึกสนุกกับการสร้างอีกครั้งมีความหมายกับเรามาก

เพราะฉะนั้นถ้าถามเราว่า

“ถ้ายังวาดได้ ทำไมไม่วาดทุกอย่างเองเหมือนเดิม?”

คำตอบของเราคือ

เพราะเราไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าเรายังเป็นศิลปิน ด้วยการบังคับตัวเองให้ทำงานเหมือนเมื่อยี่สิบปีก่อน

เรายังวาด

แต่เราไม่จำเป็นต้องใช้วิธีเดียวตลอดชีวิต

ศิลปินเปลี่ยนสื่อได้

เปลี่ยนเทคนิคได้

เปลี่ยนเครื่องมือได้

เปลี่ยนวิธีคิดได้

และเปลี่ยนกระบวนการตามชีวิตของตัวเองได้

เราเข้าใจดีว่า AI ในงานศิลปะยังเป็นเรื่องที่มีข้อถกเถียง และมีประเด็นจริงหลายเรื่องที่ควรถูกตั้งคำถาม ทั้งเรื่องข้อมูลฝึก โมเดล สิทธิของศิลปิน เครดิต ความโปร่งใส และวิธีที่คนแต่ละคนเลือกใช้เทคโนโลยี

เราไม่ได้คิดว่าคนที่ไม่ชอบ AI จำเป็นต้องเปลี่ยนใจ

และเราเองก็ไม่ได้ต้องการให้ทุกคนทำงานแบบเรา

สิ่งที่เราทำได้คือ บอกให้ตรงว่าเราทำงานอย่างไร

ไม่เรียกงาน AI-assisted ว่าเป็นงานวาดมือทั้งหมด

ไม่แกล้งทำเหมือนเครื่องมือไม่มีส่วนร่วม

และขณะเดียวกันก็ไม่คิดว่า การมี AI อยู่ในกระบวนการจะลบประสบการณ์ ความคิด การเลือก การกำกับ หรือโลกที่เราสร้างมาตลอดออกไปโดยอัตโนมัติ

เรายังเป็นคนคิดตัวละคร

ยังสร้างเรื่อง

ยังออกแบบโลก

ยังเลือกภาษาในการเล่า

ยังมองภาพ

ยังแก้งาน

ยังทิ้งสิ่งที่ไม่ใช่

และยังตัดสินใจว่าสิ่งไหนคือสิ่งที่เราอยากนำออกไปให้คนอื่นเห็น

เราไม่ได้พยายามกลับไปเป็นตัวเองเมื่อยี่สิบปีก่อนอีกแล้ว

คนนั้นมีมือแบบหนึ่ง

มีพลังแบบหนึ่ง

มีชีวิตแบบหนึ่ง

ส่วนเราตอนนี้มีข้อจำกัดอีกแบบ

มีเครื่องมืออีกแบบ

และมีประสบการณ์ที่มากขึ้นอีกแบบ

บางอย่างหายไป

แต่บางอย่างก็เพิ่มเข้ามา

เครื่องมือเปลี่ยนไป

มือเราเปลี่ยนไป

พลังงานเราเปลี่ยนไป

กระบวนการเราเปลี่ยนไป

แต่สายตา ความอยากเล่าเรื่อง ความอยากสร้างโลก และความรู้สึกที่ว่า

“เรายังอยากทำอะไรบางอย่างออกมาให้โลกเห็น”

ยังอยู่

ดังนั้นเราเลือกที่จะสร้างต่อ

ไม่ใช่ทั้ง ๆ ที่วิธีทำงานของเราเปลี่ยนไป

แต่บางที

เราอาจสร้างต่อได้ ก็เพราะยอมให้วิธีทำงานของตัวเองเปลี่ยนไปนี่แหละ

MUIMEISAN · SHARE

แชร์คอนเทนต์นี้ Share this content