อยากมาญี่ปุ่นไหม?
อยากมาญี่ปุ่นไหม?

วันก่อนเพื่อนที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นถามเราว่า
“อยากมาญี่ปุ่นไหม?”
เราตอบไปแบบไม่ต้องคิดเลยว่า
“ไม่อยาก”
เพื่อนก็งง เพราะรู้ว่าเราชอบการ์ตูนญี่ปุ่นมาก เลยถามว่า
“ทำไมล่ะ เธอชอบการ์ตูนญี่ปุ่น เธอน่าจะอยากมาญี่ปุ่นก่อนใครเลยไม่ใช่เหรอ”
แต่สำหรับเรา สองเรื่องนี้ไม่เคยเท่ากันเลย
ชอบวัฒนธรรมญี่ปุ่น ไม่ได้แปลว่าอยากใช้ชีวิตอยู่ในสังคมญี่ปุ่น
เราโตมากับการ์ตูนญี่ปุ่นก็จริง
ชอบงานภาพ
ชอบตัวละคร
ชอบการเล่าเรื่อง
ชอบเกม
ชอบดีไซน์
ชอบโลกที่คนญี่ปุ่นสร้างขึ้นมา
แต่บางทีอาจเป็นเพราะอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นเยอะนี่แหละ เราถึงไม่ได้มีภาพญี่ปุ่นเป็นประเทศในฝันขนาดนั้น
เพราะในการ์ตูนเองก็เล่าเรื่องด้านที่ไม่น่ารักของสังคมญี่ปุ่นอยู่เยอะเหมือนกัน
แรงกดดันเรื่องโรงเรียน
แรงกดดันเรื่องงาน
ความเป็นกลุ่ม
การต้องอ่านบรรยากาศ
ความโดดเดี่ยวในเมืองใหญ่
การทำงานหนัก
ความสัมพันธ์ที่บางครั้งมีระยะห่างกันมาก
เราเลยรู้สึกมาตลอดว่า
ไปเที่ยวคงสนุก
แต่ถ้าบอกให้ไปเรียน ไปทำงาน หรือไปใช้ชีวิตยาว ๆ
เราไม่ค่อยอยาก
แล้ววันหนึ่งเราไปเจอโพสต์หนึ่งใน X ที่ตลกมาก
เจ้าของแอคเคาท์ @japan_nobunaga ซึ่งเป็นคนญี่ปุ่นที่อยู่ในอเมริกา เขาอธิบายวัฒนธรรมญี่ปุ่นแบบประชด ๆ ว่า
เหตุผลที่ดูเหมือนคนญี่ปุ่นไม่ค่อยแสดงความเป็นศัตรูกับคนต่างชาติ อาจไม่ใช่เพราะรักทุกคนเป็นพิเศษ
แต่เพราะ
“คนญี่ปุ่นไม่อยากยุ่งกับใครทั้งนั้น”
ไม่เกี่ยวว่าคุณชาติไหน 😂
เขาเล่าต่อประมาณว่า คนญี่ปุ่นจึงให้ความสำคัญกับมารยาทและกฎทางสังคมมาก เพื่อไม่ไปรบกวนกัน และถ้าเป็นไปได้ก็อยากลดการปฏิสัมพันธ์กับคนแปลกหน้าให้เหลือน้อยที่สุด ถึงขั้นเล่นมุกว่าอย่าเข้ามาใกล้กันเกิน 15 ฟุตเลยจะดีที่สุด
โพสต์ต้นทางมีอยู่จริง แต่เห็นชัดว่าเขาเขียนแบบ hyperbole + humor มากกว่าจะเป็นงานวิจัยว่าคนญี่ปุ่นทุกคน “เกลียดมนุษย์” จริง ๆ
แต่เราว่ามุกมันโดน เพราะมันจับอะไรบางอย่างในวัฒนธรรมญี่ปุ่นได้
มีแนวคิดหนึ่งที่สำคัญมากคือเรื่อง “อย่าสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น” หรือ meiwaku
งานทบทวนจากญี่ปุ่นเองพูดถึงบรรทัดฐาน hito ni meiwaku wo kakete wa ikenai — อย่าทำให้คนอื่นลำบาก — ว่าเป็นแนวคิดที่ฝังอยู่ในความสัมพันธ์ทางสังคม และอาจทำให้คนพยายามจัดการเรื่องของตัวเองก่อนที่จะไปรบกวนหรือขอความช่วยเหลือจากคนอื่น
ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง มันก็น่ารักมากนะ
ไม่เปิดเพลงดัง
ไม่คุยโทรศัพท์เสียงดังบนรถไฟ
ไม่ยืนขวางทาง
พยายามไม่สร้างภาระให้คนอื่น
เคารพพื้นที่ส่วนรวม
มันทำให้เมืองที่มีคนหนาแน่นมากยังสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีระเบียบ
แต่สิ่งเดียวกันนี้ ถ้ามองจากคนที่เติบโตมากับวัฒนธรรมอีกแบบ
มันก็อาจรู้สึกว่า
ห่างจัง
สุภาพนะ
แต่ไม่ได้หมายความว่าจะชวนคุย
ช่วยเหลือกันได้
แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเข้ามาสนิท
อยู่ใกล้กันมากทางกายภาพ
แต่มีระยะห่างระหว่างกันทางสังคม
งานวิจัยเรื่องการสื่อสารระหว่างคนญี่ปุ่นกับคนอเมริกันก็พบความแตกต่างเกี่ยวกับการใช้และการตีความ “ความเงียบ” โดยเฉพาะเมื่อต้องสื่อสารกับคนแปลกหน้า ซึ่งสะท้อนว่าความเงียบและการไม่เริ่มปฏิสัมพันธ์ไม่ได้ถูกอ่านเหมือนกันในทุกวัฒนธรรม
ตรงนี้ทำให้เรานึกถึงคอมเมนต์ใต้โพสต์นั้นหลายอัน
คนต่างชาติบางคนบอกว่า
นี่แหละเหตุผลที่ชอบเที่ยวญี่ปุ่น แต่ไม่อยากอยู่ญี่ปุ่น
เพราะเวลาไปเที่ยว การที่ไม่มีใครมายุ่งกับเรามันสบายมาก
เดินคนเดียวได้
กินข้าวคนเดียวได้
ขึ้นรถไฟเงียบ ๆ
ไม่มีใครชวน small talk
ไม่มีใครสนใจเรามากเกินไป
สำหรับ Introvert บางคน นี่อาจเป็นสวรรค์เลยก็ได้
แต่ถ้าเปลี่ยนจาก “นักท่องเที่ยวหนึ่งสัปดาห์” เป็น “คนที่ต้องสร้างชีวิตใหม่อยู่ที่นี่สิบปี”
โจทย์มันคนละเรื่อง
ตอนเที่ยว เราอาจชอบที่ไม่มีใครมายุ่ง
แต่ตอนอยู่จริง เราอาจเริ่มอยากมีคนทัก
อยากรู้จักเพื่อนบ้าน
อยากมีคนที่คุยด้วยง่าย ๆ
อยากรู้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่
และตรงนี้ไม่มีคำตอบเดียวว่าญี่ปุ่น “ดี” หรือ “ไม่ดี”
เพราะแม้แต่เรื่อง small talk เอง งานวิจัยในญี่ปุ่นช่วงโควิดก็พบว่า คนที่รู้สึกว่าโอกาสพูดคุยเล่นกับผู้อื่นลดลง มีความเป็นอยู่ทางจิตใจแย่ลงและรู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้น นั่นก็แปลว่าคนญี่ปุ่นไม่ได้เป็นมนุษย์สายพันธุ์ที่ไม่ต้องการ connection กับใครเลย
เขาก็ต้องการความสัมพันธ์เหมือนมนุษย์ที่อื่นนั่นแหละ
เพียงแต่วิธีเริ่ม
วิธีแสดงออก
ระยะห่าง
และเส้นแบ่งระหว่าง “พื้นที่ของฉัน” กับ “พื้นที่ของเธอ”
อาจไม่เหมือนกัน
อีกอย่างหนึ่งที่เราไม่อยากเอามุกต้นฉบับไปตีความตรงตัวคือประโยคที่ว่า
“ญี่ปุ่นแทบไม่มี racism เพราะคนญี่ปุ่นไม่ชอบทุกคนเท่า ๆ กัน”
อันนี้เอาไว้ขำได้ แต่เอาเป็นข้อเท็จจริงไม่ได้
ผลสำรวจชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นของหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองญี่ปุ่นปีงบประมาณ 2024 ยังพบประสบการณ์การเลือกปฏิบัติในเรื่องต่าง ๆ เช่น การหาที่อยู่อาศัย การทำงาน และการหางาน และ 12.7% ของผู้ตอบรายงานว่าเคยประสบ hate speech ด้วยตัวเอง
เพราะฉะนั้น “ไม่เข้าหา” กับ “ไม่เหยียด” เป็นคนละเรื่องกัน
และความสุภาพก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีปัญหาทางสังคม
แต่สิ่งที่โพสต์นั้นทำให้เราคิดมากที่สุด กลับไม่ใช่ว่าคนญี่ปุ่นเป็นยังไง
มันทำให้เรากลับมาคิดเรื่องตัวเองว่า
เราไม่จำเป็นต้องอยากอยู่ในประเทศหนึ่ง เพียงเพราะเรารักสิ่งที่ประเทศนั้นสร้างขึ้นมา
เราสามารถรักมังงะได้ โดยไม่อยากทำงานในบริษัทญี่ปุ่น
รักอนิเมะได้ โดยไม่อยากใช้ชีวิตในโตเกียว
ชอบอาหารญี่ปุ่นได้ โดยไม่อยากย้ายประเทศ
ชื่นชมความสะอาด ความเป็นระเบียบ และการเกรงใจผู้อื่นได้
พร้อม ๆ กับรู้ว่า บุคลิกและวิธีใช้ชีวิตของเราอาจเหมาะกับสังคมอีกแบบหนึ่งมากกว่า
มันไม่ได้ทำให้ความชอบของเราปลอมลงเลย
เหมือนเราชอบอ่านนิยายแฟนตาซี
ก็ไม่ได้แปลว่าเราอยากย้ายไปอยู่ใน Middle-earth จริง ๆ
😂
บางทีสิ่งที่เรารักจากประเทศหนึ่ง
อาจเป็น ผลงานของมัน
ไม่จำเป็นต้องเป็น วิถีชีวิตทั้งหมดของมัน
แล้วเราว่า การมองประเทศไหนสักประเทศแบบนี้ก็ดีกว่าการมีภาพฝันว่า
“เราชอบวัฒนธรรมเขา เพราะฉะนั้นชีวิตที่นั่นต้องเหมาะกับเราแน่ ๆ”
ประเทศหนึ่งสามารถเป็นสถานที่ที่เราเที่ยวแล้วรักมาก
แต่ไม่ใช่สถานที่ที่เราอยากตื่นขึ้นมาทุกวัน
สองอย่างนี้อยู่ด้วยกันได้
สำหรับเรา ญี่ปุ่นก็น่าจะเป็นแบบนั้น
อยากไปเที่ยวไหม?
วันหนึ่งอาจไปก็ได้
แต่ถามว่าอยากไปสร้างชีวิตอยู่ที่นั่นไหม
ตอนนี้คำตอบยังเหมือนเดิม
ไม่ค่อยอยากเลยว่ะ 😂
