เราไปเจอประเด็นหนึ่งที่กำลังถกกันเรื่องงานวาด
เราไปเจอประเด็นหนึ่งที่กำลังถกกันเรื่องงานวาด

เราไปเจอประเด็นหนึ่งที่กำลังถกกันเรื่องงานวาด และมีคนเอาภาพบางส่วนที่มองว่าเป็น Reference มาเทียบ จนบทสนทนาค่อย ๆ ไหลจากเรื่อง “งานนี้มีคุณค่าแค่ไหน” ไปเป็น “การใช้ Reference ยังถือเป็นศิลปะอยู่หรือเปล่า”
กรณีนี้ต้องแยกนิดหนึ่งว่า งานที่กำลังเป็นประเด็นถูกเปิดประมูลผลงานมีรายงานว่าปิดประมูลที่ 300,000 บาท
ถ้าเป็นเราเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน เราอาจซีเรียสกับเรื่องนี้กว่านี้มาก แต่พอได้ดูศิลปะหลายรูปแบบ ทั้งงานกระแสหลัก งานทดลอง ไปจนถึง Dada รวมถึงเห็นกรณีคล้าย ๆ กันในต่างประเทศมาเรื่อย ๆ เรากลับรู้สึกว่า ประเด็นนี้น่าสนใจกว่าการรีบตัดสินว่าใคร “วาดเป็น” หรือ “ไม่เป็น”
ปัญหาอาจไม่ใช่การใช้ Reference แต่คือเราใช้มันไปไกลแค่ไหน
อย่างแรกที่เราอยากแยกก่อนเลยคือ
การใช้ Reference ไม่ได้ทำให้งานหมดสถานะความเป็นศิลปะโดยอัตโนมัติ
ศิลปินสามารถศึกษาท่าทาง แสง กายวิภาค วัตถุ เสื้อผ้า สถาปัตยกรรม หรือผลงานศิลปินคนอื่นได้
ประเด็นที่น่าคุยกว่าคือ
เราเอาอะไรจาก Reference มาบ้าง
ถ้าดู pose หรือ anatomy เป็นตัวช่วย แล้วนำมาสร้างโครงสร้าง สี น้ำหนัก องค์ประกอบ และการตีความใหม่ กับการยึดทั้งท่าทาง จังหวะเส้น วิธีลงเงา การแบ่งมวล หรือองค์ประกอบเฉพาะจากงานต้นทางอย่างใกล้มาก ๆ มันเป็นคนละระดับกัน
อย่างหลังนี่แหละที่หลายคนในวงการออนไลน์เรียกว่า Hard Reference
แต่ขอแยกไว้นิดหนึ่งว่า “Hard Reference” เป็นศัพท์ที่ใช้คุยกันในวงการ ไม่ใช่หมวดกฎหมายลิขสิทธิ์ตายตัว
เพราะฉะนั้นการบอกว่า
“ใช้เรฟ = ไม่ใช่ศิลปะ”
สำหรับเรา มันกว้างเกินไป
แล้วถ้าวาดให้มีกลิ่นภาษาภาพของศิลปินคนอื่น มันไม่มีคุณค่าจริงหรือ?
ตรงนี้เรากลับคิดว่ามันมีอะไรน่าสนใจอยู่
สมมติคนวาดพระพุทธรูปคนหนึ่งอยากเห็นพระพุทธเจ้าใน visual language แบบการ์ตูนแอ็กชันญี่ปุ่นที่ตัวเองชอบ
คำถามว่า
“ถ้าสิ่งนี้ถูกตีความผ่านภาษาภาพแบบนั้น มันจะเป็นอย่างไร?”
มันก็เป็นความอยากรู้อยากเห็นทางภาพชนิดหนึ่ง
เหมือนเราอยากเห็นพระถูกตีความด้วยภาษาภาพการ์ตูนตะวันตกยุคคลาสสิก หรืออยากเห็นเทพกรีกเป็น Art Nouveau
ตัว concept ไม่ได้ไร้สาระโดยอัตโนมัติ เพียงเพราะมันหยิบสิ่งที่มีอยู่ก่อนมาสนทนาด้วย
ศิลปะร่วมสมัยมีทั้ง appropriation, remix, parody, quotation และ reinterpretation อยู่มากมาย
เพราะฉะนั้นเราไม่ค่อยสนใจคำถามว่า
“แบบนี้เป็นศิลปะแท้หรือเปล่า?”
เท่ากับคำถามว่า
“เอาของเดิมมาใช้อะไร เปลี่ยนมันอย่างไร และบอกคนดูถึงที่มาของมันอย่างไร?”
อันนี้สำหรับเราน่าสนใจกว่าเยอะ
ส่วนเรื่องขายได้สามแสน เราว่ามันเป็นอีกคำถามหนึ่ง
เราเห็นคำพูดประมาณว่า
“คนอื่นฝึกแทบตายยังขายไม่ได้ราคา คนทำอะไรดูง่าย ๆ กลับขายได้เป็นแสน แบบนี้วงการตกต่ำ”
แต่เราอยากมองกลับอีกด้านหนึ่ง
ถ้ามีคนเต็มใจซื้อ และเจ้าของงานเต็มใจขาย ราคาซื้อขายก็เกิดขึ้นตรงนั้น
ราคางานศิลปะไม่ได้คำนวณจากจำนวนชั่วโมงฝึกวาดเพียงอย่างเดียว
มันมีทั้งชื่อศิลปิน
เรื่องราว
กระแส
จังหวะเวลา
ฐานคนดู
การนำเสนอ
ความหายาก
ความต้องการของนักสะสม
และความหมายเฉพาะที่คนซื้อให้กับชิ้นงาน
เราอาจไม่ซื้อก็ได้
เราอาจมองว่าแพงก็ได้
แต่การที่ เราไม่ให้มูลค่างานนั้นเท่ากับคนซื้อ ไม่ได้แปลว่าคนซื้อไม่มีสิทธิ์ให้มูลค่ามัน
และจริง ๆ ถ้างานที่ไม่ได้อาศัยเทคนิคระดับเทพยังขายได้ราคาดี เรากลับมองว่ามันอาจทำให้ศิลปินเห็นความเป็นไปได้อีกแบบหนึ่ง
เพราะมันกำลังบอกเราว่า
การขายงานศิลปะไม่ได้แข่งขันกันเพียงแกนเดียวว่าใครวาดเก่งที่สุด
คุณอาจมี concept ที่น่าสนใจ
นำเสนอเก่ง
สร้าง community ได้
จับ cultural moment ได้
มี storytelling ที่คนรู้สึกร่วม
หรือสร้างสิ่งที่คนบางกลุ่มอยากได้พอดี
ทั้งหมดนั้นก็มีส่วนกับการที่งานชิ้นหนึ่งเดินทางไปถึงคนซื้อ
แต่เรื่องที่เราเห็นด้วยกับคนวิจารณ์คือ “เครดิต”
ตรงนี้เราแยกออกจากเรื่องราคาเลย
ถ้างานหนึ่งได้รับอิทธิพลจากผลงานใดอย่างเห็นได้ชัดมาก ๆ ถึงระดับที่คนเห็นแล้วเชื่อมโยงไปหาต้นทางได้ทันที
สำหรับเรา การเขียนประมาณว่า
Inspired by…
Visual study after…
Style study inspired by…
หรืออธิบายที่มาของแรงบันดาลใจไว้สักนิด ช่วยให้บทสนทนาตรงไปตรงมามากขึ้น
ไม่ใช่เพราะศิลปินต้องแจกแจง Reference ทุกใบที่เคยเปิด
แต่เพราะถ้าอิทธิพลนั้นเป็นส่วนสำคัญของงาน การยอมรับที่มาก็ช่วยให้คนดูเข้าใจว่าเขากำลังมองอะไรอยู่
จาก
“นี่คือลายเส้นที่ศิลปินคนนี้คิดขึ้นเอง”
กลายเป็น
“นี่คือการนำภาษาภาพที่เรารู้จักมาตีความกับ subject ใหม่”
สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน
แต่ไม่ได้หมายความว่าอย่างหลังไม่มีคุณค่า
อย่างไรก็ตาม ขอแยกเรื่องจริยธรรมกับกฎหมายไว้อีกชั้นหนึ่งว่า การให้เครดิตไม่ได้เท่ากับการได้รับอนุญาต และไม่ได้ทำให้งานกลายเป็น fair use โดยอัตโนมัติ ในทางกลับกัน งานบางประเภทอาจเป็น fair use ได้แม้ไม่ได้รับอนุญาต ทั้งหมดต้องดูข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี
เรื่องแบบนี้ในต่างประเทศเถียงกันจนขึ้นศาลมาแล้ว
หนึ่งในเคสที่ดังมากคือ Cariou v. Prince
ช่างภาพ Patrick Cariou ถ่ายภาพชาว Rastafari และตีพิมพ์ในหนังสือ Yes Rasta ต่อมา Richard Prince นำภาพเหล่านั้นไปตัด ดัดแปลง วาดทับ ขยาย และประกอบในชุด Canal Zone
คดีขึ้นถึงศาลอุทธรณ์ Second Circuit และในปี 2013 ศาลตัดสินว่า 25 จาก 30 ผลงานที่เป็นประเด็นเป็น fair use ส่วนอีก 5 ชิ้นถูกส่งกลับไปให้ศาลล่างพิจารณา ไม่ได้มีคำตัดสินจากศาลอุทธรณ์ว่าห้าชิ้นนั้นเป็น fair use หรือไม่
นี่จึงเป็นตัวอย่างจริงว่า คนที่หยิบงานของผู้อื่นมาใช้สามารถชนะคดี copyright ได้
แต่ไม่ได้แปลว่า
“เปลี่ยนภาพแล้วจะชนะเสมอ”
อีกเคสคือ Blanch v. Koons
Andrea Blanch ถ่ายภาพ Silk Sandals by Gucci ซึ่งแสดงขาและเท้าผู้หญิงสวมรองเท้า Gucci ลงใน Allure แล้ว Jeff Koons นำส่วนขาและรองเท้าไปใช้ในภาพ collage Niagara
Blanch ฟ้อง แต่ Koons ชนะ และ Second Circuit เห็นว่าการใช้ในกรณีนั้นเข้า fair use
แต่ Jeff Koons คนเดิมก็เคยแพ้
ใน Rogers v. Koons เขานำภาพถ่ายของ Art Rogers ไปสร้างประติมากรรม String of Puppies และศาลไม่รับข้ออ้าง fair use/parody ของเขา
Richard Prince เองก็เหมือนกัน
การชนะบางส่วนใน Cariou ไม่ได้กลายเป็นใบอนุญาตว่า หลังจากนั้นจะเอาภาพอะไรมาทำ appropriation แล้วชนะหมด
ในคดี Graham v. Prince และคดีที่เกี่ยวข้องกับ Eric McNatt จากชุด New Portraits ศาลในปี 2023 ปฏิเสธคำขอของ Prince ที่ต้องการให้ตัดคดีในขั้น summary judgment โดยอาศัย fair use หมายความว่าในขั้นนั้นศาลยังไม่ยอมตัดสินให้เขาชนะด้วยข้อแก้ต่างดังกล่าว
ต่อมาในเดือนมกราคม 2024 มี final judgments ตามข้อตกลงของคู่ความที่เป็นคุณแก่ช่างภาพ Donald Graham และ Eric McNatt พร้อมค่าเสียหายและข้อจำกัดการใช้ผลงานตามที่ระบุในคำพิพากษา
และยังมีคดีสำคัญกว่านั้นคือ Andy Warhol Foundation v. Goldsmith
ศาลสูงสหรัฐตัดสินในปี 2023 เกี่ยวกับการใช้ภาพถ่าย Prince ของ Lynn Goldsmith โดยย้ำให้ดู วัตถุประสงค์และลักษณะของการใช้งานจริง ไม่ใช่เพียงดูว่างานใหม่มีหน้าตาหรือความหมายต่างจากต้นฉบับแค่ไหน
นี่แหละคือส่วนที่เราว่าน่าสนใจ
กฎหมายเองไม่ได้มีสูตรว่า
“มี Reference = ผิด”
หรือ
“เปลี่ยนเยอะ = ถูก”
ภายใต้กฎหมายสหรัฐ fair use ต้องชั่งอย่างน้อยสี่ปัจจัย ได้แก่
วัตถุประสงค์และลักษณะของการใช้
ธรรมชาติของงานต้นฉบับ
ปริมาณและความสำคัญของสิ่งที่นำมาใช้
และผลกระทบต่อตลาดของงานต้นฉบับ
เพราะงั้นสำหรับกรณีที่เรากำลังคุยกัน เราจึงยังรู้สึกเหมือนเดิมว่า สิ่งที่ควรถกให้ตรงจุดคือ
เราเอาอะไรจากต้นทางมา
เอามามากน้อยแค่ไหน
สิ่งใหม่ทำหน้าที่อะไร
และเราโปร่งใสกับที่มาของมันแค่ไหน
มากกว่าการตัดบทว่า
“ใช้ Reference เพราะฉะนั้นไม่ใช่ศิลปะ”
หรืออีกสุดทางหนึ่งว่า
“เป็นศิลปะ เพราะฉะนั้นจะเอาของใครมาใช้อย่างไรก็ได้”
โลกจริงมันซับซ้อนกว่าสองประโยคนี้เยอะ
สุดท้ายเราว่ามีสามเรื่องที่ไม่ควรเอามาปนกัน
Reference, Originality และ Market Value เป็นคนละคำถาม
การใช้ Reference ไม่ได้ทำให้ originality หายไปโดยอัตโนมัติ
ระดับ originality ก็ไม่ได้เป็นตัวกำหนดราคาตลาดเพียงอย่างเดียว
และการขายได้แพง ก็ไม่ได้ทำให้ข้อถกเถียงเรื่องที่มาของงานหายไป
เราจึงสามารถพูดพร้อมกันได้ว่า
“คนซื้อจะให้มูลค่างานเท่าไหร่ เป็นการตัดสินใจของเขา”
และ
“ถ้างานได้รับอิทธิพลจากผลงานอื่นอย่างชัดเจน การบอกที่มาน่าจะเป็นเรื่องที่ตรงไปตรงมา”
โดยไม่จำเป็นต้องเลือกสุดโต่งว่างานชิ้นนี้ต้องเป็น “ศิลปะชั้นสูง” หรือ “งานไร้ค่า” เท่านั้น
สำหรับเรา สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของกรณีนี้ไม่ใช่ว่าใครวาดเก่งกว่าใคร
แต่มันทำให้เห็นว่า ทักษะทางเทคนิค ความเป็นต้นฉบับ การนำเสนอ กระแส และมูลค่าทางตลาดไม่ได้เดินเป็นเส้นเดียวกัน
และบางทีการที่งานหนึ่งดูเหมือน “ทำไม่ยาก” แต่กลับขายได้ดี อาจไม่ใช่ข่าวร้ายของวงการศิลปะเสียด้วยซ้ำ
มันอาจกำลังบอกเราว่า
ยังมีพื้นที่สำหรับคนที่ไม่ได้เก่งที่สุดในห้อง แต่รู้ว่าตัวเองอยากสร้างอะไร และรู้ว่าจะพามันไปหาคนที่อยากได้มันอย่างไร
หมายเหตุ: คดีที่กล่าวถึงเป็นคดีภายใต้กฎหมายสหรัฐฯ โดยเฉพาะหลัก fair use ผลของคดีเหล่านี้ไม่สามารถนำไปสรุปโดยตรงว่างานเดียวกันจะชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายไทย
