“สิ่งที่เราวาดใหม่นั้น เอาการแสดงออกที่เป็นสาระสำคัญจากงานเดิมมามากแค่ไหน?”
“สิ่งที่เราวาดใหม่นั้น เอาการแสดงออกที่เป็นสาระสำคัญจากงานเดิมมามากแค่ไหน?”

เราไปเจอคำอธิบายเกี่ยวกับกรณี Buddha’s back plate ชุดหนึ่ง ซึ่งพยายามสรุปว่า ถ้าใช้ภาพเป็น Reference แล้ว “วาดขึ้นใหม่ด้วยทักษะและลายเส้นของตัวเอง” ก็จะไม่ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ แม้เอาไปขายก็ตาม
แต่พอลองเปิดตัวบทกฎหมายไทยจริง ๆ เราว่าประโยคนี้ ง่ายเกินไป และอาจทำให้คนเข้าใจกฎหมายผิดไปอีกทางหนึ่ง
เพราะกฎหมายไม่ได้ถามแค่ว่า
“วาดใหม่ด้วยมือเราเองหรือเปล่า?”
แต่ยังถามด้วยว่า
“สิ่งที่เราวาดใหม่นั้น เอาการแสดงออกที่เป็นสาระสำคัญจากงานเดิมมามากแค่ไหน?”
วาดใหม่เอง ไม่ได้แปลว่าไม่ละเมิดเสมอไป: กรณี Buddha’s back plate กับสิ่งที่กฎหมายถามจริง ๆ
ก่อนอื่น เราคิดว่าต้องแยกคำบางคำออกจากกันก่อน
Reference
Hard Reference
Parody
งานดัดแปลง
และการละเมิดลิขสิทธิ์
ห้าคำนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
และที่สำคัญ “Hard Reference” ไม่ใช่คำที่ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ไทยกำหนดเป็นประเภททางกฎหมาย แต่เป็นคำที่ใช้กันในวงการเพื่ออธิบายการอ้างอิงที่ใกล้ต้นทางมาก
กฎหมายไม่ได้ให้ใครผูกขาด “ไอเดีย”
มาตรา 6 ระบุว่าการคุ้มครองลิขสิทธิ์ไม่ครอบคลุมความคิด ขั้นตอน กรรมวิธี ระบบ วิธีใช้หรือทำงาน แนวความคิด หลักการ การค้นพบ หรือทฤษฎี
ดังนั้นแนวคิดทั่วไปอย่าง
“คนหันหลัง”
“ตัวละครยืนเกร็งกล้าม”
“มองจากด้านหลัง”
“ใช้พระพุทธเจ้าเป็น subject”
ไม่ได้กลายเป็นสิ่งที่คนแรกซึ่งเคยทำสามารถผูกขาดได้โดยอัตโนมัติ
แต่ต้องระวังไม่กระโดดจาก
“ไอเดียไม่ถูกผูกขาด”
ไปเป็น
“ดังนั้นเอาภาพนั้นเป็นแบบแล้ววาดใหม่เองก็ไม่ละเมิด”
เพราะคำถามหลังยังต้องดูสิ่งที่ถูกนำมาจากงานเดิม
เพราะกฎหมายไม่ได้ดูแค่ว่าใครเป็นคนจับดินสอ
นิยาม “ทำซ้ำ” ในมาตรา 4 รวมถึงการคัดลอกหรือเลียนแบบจากต้นฉบับใน ส่วนอันเป็นสาระสำคัญ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ส่วน “ดัดแปลง” ครอบคลุมการทำซ้ำโดยเปลี่ยนรูป ปรับปรุง แก้ไขเพิ่มเติม หรือจำลองงานต้นฉบับในส่วนสาระสำคัญ และมาตรา 15 ให้เจ้าของลิขสิทธิ์มีสิทธิแต่ผู้เดียวในการทำซ้ำหรือดัดแปลง
เพราะฉะนั้นต่อให้เราวาดใหม่ทุกเส้นด้วยมือของตัวเอง เปลี่ยนตัวละคร เปลี่ยนสี เพิ่มรายละเอียดใหม่ สิ่งเหล่านี้ก็ยังไม่ได้ตอบคำถามจนจบ
คำถามยังเหลือว่า
งานใหม่ได้นำส่วนอันเป็นสาระสำคัญของการแสดงออกในงานเดิมมาหรือไม่
เพราะ
“วาดเอง”
กับ
“สร้างการแสดงออกขึ้นเอง”
ไม่จำเป็นต้องหมายถึงสิ่งเดียวกัน
แนวคำพิพากษาศาลฎีกาก็เคยลงไปพิจารณาว่างานที่อ้างว่าเกิดขึ้นใหม่เป็นการสร้างสรรค์ของผู้สร้างเองจริง หรือยังเป็นการคัดลอก เลียนแบบ หรือดัดแปลงส่วนสำคัญของงานเดิม
แล้ว Pose ล่ะ?
ถ้าหมายถึง แนวคิดของ pose ทั่วไป เช่น “คนยืนหันหลัง” หรือ “บิดตัวแล้วหันหน้าด้านข้าง” เราไม่ควรรีบพูดว่ามีใครผูกขาดแนวคิดแบบนั้น
แต่ถ้าความเหมือนประกอบด้วย
ทิศลำตัว
ตำแหน่งแขนขา
มุมกล้อง
crop
silhouette
การแบ่งกล้าม
ตำแหน่งแสงเงา
รายละเอียดเฉพาะ
และองค์ประกอบอื่นจำนวนมาก
คำถามก็ไม่ใช่แค่
“pose มีลิขสิทธิ์ไหม?”
แต่คือ
“เมื่อรวมทั้งหมดแล้ว มีการเลียนแบบส่วนอันเป็นสาระสำคัญของภาพหนึ่งหรือไม่?”
“วาดขึ้นมาใหม่” จึงไม่ใช่ safe harbor
เราไม่แนะนำให้ใช้สูตรว่า
“ไม่ trace + วาดด้วยมือเอง = ไม่ละเมิด”
เพราะตัวบทไม่ได้ให้สูตรนั้น
หากสิ่งที่วาดใหม่ยังเป็นการคัดลอก เลียนแบบ หรือจำลองส่วนสาระสำคัญของงานเดิม เรื่องลิขสิทธิ์ก็ยังเกิดขึ้นได้
ในทางกลับกัน ถ้าเราเพียงศึกษางานหนึ่ง แล้วสร้าง composition รูปทรง รายละเอียด และการแสดงออกของเราเองขึ้นมา การเปิด reference ดูก็ไม่ได้ทำให้งานละเมิดโดยอัตโนมัติ
ดังนั้นคำถามที่ดีกว่าคือ
“เราเอาอะไรออกมาจาก Reference?”
แล้ว Buddha’s back plate ล่ะ?
มีสื่อรายงานว่า Yato Moshi เปิดประมูล Buddha’s back plate วันที่ 15 กันยายน 2569 และต่อมามีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตนำภาพไปเปรียบเทียบกับ Dio Brando จาก JoJo’s Bizarre Adventure จนเกิดข้อถกเถียงเรื่อง hard reference และการลอก ขณะที่งาน Buddha ก่อนหน้านี้มีรายงานว่าปิดประมูลที่ 300,000 บาท
แต่ตรงนี้ต้องเน้นว่า
นี่คือรายงานเกี่ยวกับข้อถกเถียง ไม่ใช่คำวินิจฉัยว่ามีการละเมิดลิขสิทธิ์
เราสามารถตั้งคำถามทางศิลปะได้ว่า pose ใกล้แค่ไหน วิธีแบ่งกล้ามหรือแสงเงาได้รับอิทธิพลมากเพียงใด และควรบอกต้นทางหรือไม่
แต่ถ้าจะก้าวไปถึง
“ผิดกฎหมายแน่นอน”
ยังต้องมีหลักฐานและการวิเคราะห์มากกว่าภาพเปรียบเทียบหนึ่งชุด
แล้ว Parody ล่ะ?
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ไทยไม่ได้มีข้อยกเว้นชื่อ “Parody” แยกไว้ตรง ๆ
ดังนั้นการเรียกงานตัวเองว่า parody ไม่ได้ทำให้ข้อพิพาทจบโดยอัตโนมัติ
ถ้ามีการใช้การแสดงออกที่ได้รับความคุ้มครองจริง ก็ต้องพิจารณาต่อว่าการใช้นั้นได้รับความคุ้มครองจากหลักทั่วไปของมาตรา 32 วรรคหนึ่ง และ/หรือข้อยกเว้นเฉพาะที่เกี่ยวข้องหรือไม่
มาตรา 32 วางหลักเรื่องไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์ตามปกติ และไม่กระทบสิทธิของเจ้าของเกินสมควร พร้อมยกกรณีต่าง ๆ เช่น วิจัย ศึกษา ติชม วิจารณ์ ข่าว และการสอน ส่วนมาตรา 33 กล่าวถึงการกล่าว คัด ลอก เลียน หรืออ้างอิงงานบางตอนตามสมควร พร้อมเงื่อนไข
แล้วคำว่า Fair Use ล่ะ?
คำว่า Fair Use ไม่ใช่คำที่ห้ามใช้กับกฎหมายไทย กรมทรัพย์สินทางปัญญาเองก็เคยใช้คำว่า “การใช้งานลิขสิทธิ์ที่เป็นธรรม (fair use)” ในการอธิบายข้อยกเว้นของกฎหมายไทย
แต่สิ่งที่ไม่ควรทำคือเอา four-factor test ตาม Section 107 ของสหรัฐ มาใช้แทนมาตรา 32 ของไทยโดยตรง
ถ้ากำลังเขียนเรื่องกฎหมายไทย เราจึงคิดว่าคำว่า
“ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามกฎหมายไทย”
จะลดความสับสนได้มากกว่า
ส่วนพระพุทธรูปอุลตร้าแมน
กรณีปี 2562 มีการแจ้งความจริง และภายหลังมีการถอนแจ้งความต่อนักศึกษาผู้วาดและบุคคลบางส่วน
แต่เราไม่พบหลักฐานว่ากรณีนี้มีคำพิพากษาศาลที่วางหลักว่า
“วาดอุลตร้าแมนใหม่ = ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์”
ดังนั้นนำมาเปรียบเทียบทางสังคมหรือศิลปะได้ แต่ไม่ควรใช้เป็น precedent เพื่อฟันธง Buddha’s back plate
วัดปริวาสก็เช่นเดียวกัน
วัดปริวาสมีงานประติมากรรมร่วมสมัยที่ผสมตัวละครและซูเปอร์ฮีโร่กับงานพุทธศิลป์จริง
แต่ว่า
งานนั้นมีอยู่จริง
กับ
ศาลเคยรับรองว่าการใช้ตัวละครทั้งหมดนั้นชอบด้วยกฎหมายลิขสิทธิ์
เป็นคนละข้อเท็จจริงกัน
เราไม่พบหลักฐานคำพิพากษาที่ทำให้วัดปริวาสใช้เป็นบรรทัดฐานทางลิขสิทธิ์สำหรับกรณีนี้ได้
ราคา 300,000 บาทก็ไม่ได้ตอบคำถามลิขสิทธิ์
ขาย 300 บาท
3,000 บาท
หรือ 300,000 บาท
คำถามแรกยังเหมือนเดิม:
มีการทำซ้ำหรือดัดแปลงส่วนสาระสำคัญของงานที่ได้รับความคุ้มครองหรือไม่
ราคาสูงไม่ใช่หลักฐานว่าละเมิด
ราคาต่ำก็ไม่ใช่ใบอนุญาตให้ละเมิด
สุดท้าย เราว่ากรณีนี้มี 4 คำถามที่ควรถาม
1. อะไรคือ Idea?
สิ่งใดเป็นเพียงแนวคิดหรือแนวทางทั่วไป
2. อะไรคือ Expression เฉพาะของต้นฉบับ?
เช่น composition รูปทรง แสงเงา และรายละเอียดที่จัดวางร่วมกันอย่างเฉพาะเจาะจง
3. สิ่งที่ถูกนำมาเป็น “ส่วนอันเป็นสาระสำคัญ” หรือไม่?
นี่เป็นคำที่ตัวบทกฎหมายไทยใช้จริง
4. ถ้ามีการทำซ้ำหรือดัดแปลงเกิดขึ้นจริง การใช้นั้นได้รับความคุ้มครองจากมาตรา 32 วรรคหนึ่ง และ/หรือข้อยกเว้นอื่นที่เกี่ยวข้องหรือไม่?
เมื่อยังตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ เราไม่ควรกระโดดจาก
“ดูเหมือนมาก”
ไปเป็น
“กฎหมายตัดสินแล้วว่าละเมิด”
และก็ไม่ควรกระโดดจาก
“วาดใหม่ด้วยมือเอง”
ไปเป็น
“ถูกกฎหมายแน่นอน”
เหมือนกัน
สำหรับเรา สิ่งที่น่าสนใจของกรณีนี้คือมันทำให้เห็นว่า
แรงบันดาลใจ
Reference
Hard Reference
งานดัดแปลง
และการละเมิดลิขสิทธิ์
มีเส้นแบ่งละเอียดกว่าที่เราใช้เถียงกันบน Facebook มาก
และการเคารพสิทธิของศิลปินจริง ๆ น่าจะต้องทำสองอย่างพร้อมกัน
ไม่เอางานคนอื่นมาใช้เกินสิทธิของเรา
และ
ไม่ประกาศว่าคนอื่นทำผิดกฎหมาย ก่อนที่หลักฐานจะพาเราไปถึงข้อสรุปนั้น
หมายเหตุ: บทความนี้อธิบายหลักกฎหมายไทยในภาพรวม ไม่ใช่คำวินิจฉัยว่า Buddha’s back plate ละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่ และไม่ใช่คำปรึกษากฎหมายสำหรับข้อพิพาทเฉพาะราย
