ใช้ Reference = ละเมิดลิขสิทธิ์ไหม? จริง ๆ กฎหมายไม่ได้ถามแค่นั้น
ใช้ Reference = ละเมิดลิขสิทธิ์ไหม? จริง ๆ กฎหมายไม่ได้ถามแค่นั้น

ใช้ Reference = ละเมิดลิขสิทธิ์ไหม? จริง ๆ กฎหมายไม่ได้ถามแค่นั้น
หลังจากดูประเด็น Buddha Back แล้ว เราคิดว่ามีเรื่องหนึ่งที่ควรแยกให้ชัดมาก เพราะตอนนี้คำว่า Reference, ลอก, Hard Reference และละเมิดลิขสิทธิ์ ถูกนำมาใช้แทนกันไปหมด
แต่ในทางกฎหมาย มันไม่ใช่คำเดียวกัน
สิ่งแรกที่ต้องรู้คือ กฎหมายลิขสิทธิ์ไม่ได้ห้ามศิลปิน “ดูงานคนอื่น” หรือ “ใช้ Reference” โดยตัวมันเอง
กฎหมายไทยคุ้มครองงานที่แสดงออกมา เช่น ภาพวาด ภาพถ่าย และงานศิลปกรรม แต่กฎหมายระบุชัดว่าการคุ้มครองไม่ครอบคลุมไปถึงความคิด ขั้นตอน กรรมวิธี ระบบ วิธีใช้หรือทำงาน แนวความคิด หลักการ การค้นพบ หรือทฤษฎีโดยตัวมันเอง
ดังนั้นคำถามทางกฎหมายจึงไม่ใช่แค่
“มี Reference หรือเปล่า?”
แต่คือ
“เราเอาการแสดงออกที่กฎหมายคุ้มครองจากงานต้นฉบับมาแค่ไหน?”
เพราะเจ้าของลิขสิทธิ์มีสิทธิแต่ผู้เดียวในการทำซ้ำหรือดัดแปลงผลงาน และกฎหมายใช้อีกคำหนึ่งที่สำคัญมากคือ
“ส่วนอันเป็นสาระสำคัญ”
นิยาม “ทำซ้ำ” ครอบคลุมการคัดลอก เลียนแบบ หรือทำสำเนาในส่วนอันเป็นสาระสำคัญ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ส่วน “ดัดแปลง” ก็กล่าวถึงการเปลี่ยนรูป ปรับปรุง หรือจำลองต้นฉบับในส่วนอันเป็นสาระสำคัญเช่นกัน
เพราะฉะนั้นการพูดว่า
“เอาภาพคนอื่นมาเป็น Reference = ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา”
ยังเร็วเกินไป
เราต้องถามต่อว่า
เอาอะไรมา?
ถ้าเอาเพียงแนวคิดของท่าทาง ข้อมูลทางกายวิภาค หรือหลักการทั่วไปของแสงและองค์ประกอบ ไม่ได้แปลว่าเป็นการละเมิดโดยอัตโนมัติ
แต่ถ้านำการจัดท่า องค์ประกอบ รูปทรง แสง เงา เสื้อผ้า ฉาก หรือรายละเอียดเฉพาะของงานหนึ่งมาใกล้มาก ก็ต้องกลับมาดูว่าสิ่งเหล่านั้นเป็น การแสดงออกที่ได้รับความคุ้มครอง และถูกนำมาในส่วนอันเป็นสาระสำคัญหรือไม่
เพราะฉะนั้น Reference มีเป็น spectrum
ไม่ใช่สวิตช์ว่า
ใช้เรฟ = ผิด
ไม่ใช้เรฟ = ไม่ผิด
แล้ว “ลายเส้นเหมือน” ล่ะ?
การพูดว่า
“นี่ดูเหมือน JoJo”
หรือ
“นี่มีกลิ่นเหมือนศิลปินคนนี้”
ยังไม่เท่ากับพิสูจน์ว่ามีการละเมิดลิขสิทธิ์
คำว่า “style” ไม่ใช่สิทธิผูกขาดแยกต่างหากที่ทำให้เจ้าของสไตล์สามารถห้ามทุกคนใช้เส้นหนา กล้ามแบบหนึ่ง หรือวิธีลงเงาทั่วไปได้ทั้งหมด
แต่ในอีกด้านหนึ่ง คำว่า “style” ก็ใช้เป็นเกราะป้องกันทุกอย่างไม่ได้
ถ้าสิ่งที่เราเรียกว่า “สไตล์เหมือน” แท้จริงแล้วคือการนำ รูปทรงเฉพาะ องค์ประกอบเฉพาะ เส้น เงา หรือรายละเอียด expressive จากผลงานใดผลงานหนึ่งมาอย่างมาก ก็ยังต้องกลับมาถามเรื่องการทำซ้ำหรือดัดแปลงส่วนสาระสำคัญเหมือนเดิม
ดังนั้น
“เส้นเหมือน”
“ลงเงาเหมือน”
“กล้ามเหมือน”
ยังไม่ใช่คำพิพากษา
ต้องลงไปดูว่า สิ่งที่เหมือนนั้นคือเทคนิคหรือภาษาภาพทั่วไป หรือคือการแสดงออกเฉพาะของผลงานหนึ่งที่ถูกนำมา
แล้วกรณี Buddha Back ล่ะ?
จากภาพเปรียบเทียบที่เราเห็น เราเข้าใจได้ว่าทำไมหลายคนถึงรู้สึกว่า ภาษาภาพ การแบ่งกล้าม วิธีลงเงา หรือองค์ประกอบบางส่วนมีความใกล้กับต้นทางมาก
เราคิดว่าการตั้งคำถามเรื่อง Reference และการให้เครดิตทำได้เต็มที่
แต่ถ้าถามว่า
“จากภาพเทียบเพียงอย่างเดียว เราพูดได้ไหมว่าละเมิดลิขสิทธิ์แน่นอน?”
สำหรับเรา คำตอบคือ ยังไม่ควรสรุปถึงขนาดนั้น
เพราะถ้าจะวินิจฉัยทางกฎหมายจริง เราต้องรู้ว่าต้นฉบับใดเป็นงานที่ได้รับความคุ้มครอง ใครมีสิทธิ และมีหลักฐานอะไรที่แสดงว่ามีการทำซ้ำหรือดัดแปลง ส่วนอันเป็นสาระสำคัญ ของงานนั้น การเข้าถึงต้นฉบับอาจเป็นหลักฐานประกอบเรื่องการคัดลอก แต่ไม่ควรเขียนเหมือนเป็นสูตรทางกฎหมายแยกต่างหาก
ดังนั้นเรายังแยกมันเป็นสองเรื่อง
วิจารณ์ทางศิลปะ:
เราพูดได้ว่า “สำหรับเราอิทธิพลจากต้นทางแรงมากจนควรบอกว่าศึกษาหรือได้รับแรงบันดาลใจจากอะไร”
กับ
กล่าวหาว่าละเมิดลิขสิทธิ์:
อันนี้ต้องใช้หลักฐานและการวิเคราะห์ทางกฎหมายละเอียดกว่านั้น
เพราะคำว่า
“ดูเหมือน”
กับ
“ละเมิดลิขสิทธิ์”
ไม่ใช่คำเดียวกัน
แล้วถ้าภาพมาจาก Pinterest ล่ะ?
Pinterest ไม่ใช่สถานะทางลิขสิทธิ์
มันเป็นเพียงสถานที่ที่เราไปเจอภาพ
ภาพหนึ่งบน Pinterest อาจเป็นงานมีลิขสิทธิ์ งาน Public Domain งาน Creative Commons ภาพ Stock ภาพที่เจ้าของอนุญาต หรืออาจเป็นภาพที่บุคคลอื่นนำมาโพสต์ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาตก็ได้
ดังนั้นคำว่า
“เอามาจาก Pinterest”
ยังไม่ได้ตอบว่าใช้ได้หรือไม่ได้
คำถามคือ
งานต้นฉบับเป็นของใคร มีเงื่อนไขอะไร และเราเอาอะไรจากมันไปทำอะไร
กรมทรัพย์สินทางปัญญาเองก็แนะนำให้เลือกแหล่งภาพหรือเนื้อหาที่ระบุสิทธิและเงื่อนไขการใช้งานอย่างชัดเจน เช่น stock library หรือ repository ที่เชื่อถือได้
“ไม่ได้ให้เครดิต” = ละเมิดไหม?
ต้องแยกอีกเหมือนกัน
การให้เครดิตไม่ได้ทำให้สิ่งที่ละเมิดกลายเป็นไม่ละเมิด
ถ้าเราเอางานของคนอื่นไปทำซ้ำในลักษณะที่ต้องได้รับอนุญาต การเขียนว่า “Credit: เจ้าของภาพ” ไม่ได้สร้าง permission ขึ้นมาให้เรา
แต่ในทางกลับกัน
การไม่ให้เครดิตก็ไม่ได้ทำให้ reference ทุกกรณีกลายเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ทันที
กฎหมายมีเรื่องสิทธิของผู้สร้างสรรค์และมีข้อยกเว้นบางประเภทที่กำหนดเรื่องการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ เช่น การติชม วิจารณ์ หรือรายงานข่าว แต่ไม่ได้มีสูตรว่า “ไม่ใส่เครดิต = ละเมิดทุกกรณี”
ดังนั้นประโยคที่แม่นกว่าคือ
เครดิต กับ permission เป็นคนละเรื่องกัน
ส่วน “คนซื้อคนขายโอเคกันก็จบ” มีส่วนที่เขาพูดถูก
ถ้างานหนึ่ง เข้าข่ายละเมิดสิทธิของบุคคลที่สามจริง คนซื้อและคนขายตกลงกันเองไม่ได้ทำให้สิทธิของเจ้าของต้นฉบับหายไป
แต่ต้องเรียงเหตุผลให้ถูก
ไม่ใช่
ขายงาน → ใช้ Reference → ละเมิด
แต่คือ
ถ้ามีการทำซ้ำหรือดัดแปลงส่วนที่กฎหมายคุ้มครองจนเข้าข่ายละเมิด → การที่ผู้ซื้อยอมซื้อไม่ได้ล้างสิทธิของเจ้าของต้นฉบับ
สองประโยคนี้ต่างกันมาก
และราคา 300,000 บาทไม่ได้เป็นตัวตัดสินว่าละเมิดหรือไม่
งานขาย 300 บาทกับ 300,000 บาทยังต้องตอบคำถามเดียวกันว่า
มีการละเมิดลิขสิทธิ์เกิดขึ้นหรือไม่
ราคาสูงไม่ได้ทำให้สิ่งที่ไม่ละเมิดกลายเป็นละเมิด
และราคาต่ำไม่ได้ทำให้สิ่งที่ละเมิดกลายเป็นไม่ละเมิด
ดังนั้นการเปรียบว่า
“ก็เหมือนเอาของคนอื่นมาขาย”
อาจแรงเกินหลักฐาน ถ้ายังไม่ได้พิสูจน์ก่อนว่า สิ่งที่ถูกนำมาขายนั้นเป็นการทำซ้ำหรือดัดแปลงงานของคนอื่นในส่วนอันเป็นสาระสำคัญจริง
สุดท้าย เราว่าประเด็นนี้ต้องแยกสามชั้น
Taste — ชอบไหม สวยไหม ราคาเหมาะไหม
Ethics / Art Practice — Reference แรงไหม ควรบอกที่มาไหม ควรให้เครดิตแรงบันดาลใจหรือไม่
Copyright Law — มีการทำซ้ำหรือดัดแปลงการแสดงออกที่ได้รับความคุ้มครองในส่วนอันเป็นสาระสำคัญหรือไม่
สามคำถามนี้เกี่ยวข้องกัน
แต่ ไม่ใช่คำถามเดียวกัน
เราสามารถพูดพร้อมกันได้ว่า
“ถ้าเราเป็นคนทำ เราจะให้เครดิต เพราะอิทธิพลจากต้นทางชัดมาก”
และ
“แต่จากภาพเทียบเพียงอย่างเดียว เรายังไม่ควรประกาศว่าเจ้าของงานละเมิดลิขสิทธิ์แน่นอน”
โดยไม่ขัดกันเลย
สำหรับเรา นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเคารพทรัพย์สินทางปัญญาเหมือนกัน
เพราะการเคารพสิทธิของศิลปิน ไม่ได้หมายถึงเพียงการปกป้องเจ้าของงานต้นฉบับ
แต่มันควรรวมถึงการ ไม่เปลี่ยนข้อสงสัยหรือคำวิจารณ์ ให้กลายเป็นคำตัดสินทางกฎหมายก่อนมีหลักฐานเพียงพอด้วย
หมายเหตุ: บทความนี้อธิบายกฎหมายไทยในภาพรวม ไม่ใช่คำวินิจฉัยว่า Buddha’s back plate ละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่ การวินิจฉัยข้อพิพาทเฉพาะกรณีต้องพิจารณางานต้นฉบับ สิทธิของคู่กรณี หลักฐานการสร้างงาน และข้อเท็จจริงทั้งหมด
แหล่งหลัก: พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 5 พ.ศ. 2565 ซึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญารวบรวมไว้ โดยตัวกรมฯ เองระบุว่าหากจะนำไปใช้ทางกฎหมายควรอ้างฉบับราชกิจจานุเบกษา
